เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมนายวรกาญจน์ อายุ 30 ปี ซึ่งอ้างตนเป็นเซียนพระที่มีความรู้ความชำนาญในการประเมินพระเครื่องจากจังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้ต้องหากำลังนอนพักอยู่ในห้องพักของรีสอร์ทที่หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ ณ เวลาที่จับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามหลบหนีแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าคงหมดหนทางในการหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว
การจับกุมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ติดตามเบาะแสและเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ โดยมีการใช้กล้องวงจรปิดและข้อมูลจากพยานต่างๆ มาประกอบการสืบสวน จนสามารถติดตามตัวผู้ต้องหาได้ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุพอสมควร
เหตุการณ์วันเกิดเหตุที่สร้างความสะเทือนใจ
เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ขณะที่ จ่าเอก ประชุม บุญอินทร์ อายุ 95 ปี อดีตทหารเรือผู้มีเกียรtiที่ได้รับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน กำลังอยู่ที่บ้านพักอาศัยของตนเองในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในช่วงเวลากลางวันที่บ้านไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ผู้ต้องหาซึ่งอ้างตนเป็นเซียนพระที่มีความรู้ความสามารถในการดูและประเมินค่าพระเครื่องได้เข้ามาพูดคุยด้วยท่าทีที่ดูสุภาพและน่าเชื่อถือ
ผู้ต้องหาได้แสดงความสนใจในพระเครื่องของผู้เสียหายและได้ขอดูพระเครื่องต่างๆ ที่ผู้เสียหายเก็บสะสมมา โดยอ้างว่าต้องการจะเช่าพระไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผลและไม่น่าสงสัย จ่าเอก ประชุม ซึ่งมีจิตใจเป็นกุศลและไว้วางใจในคนอื่นๆ จึงได้นำพระเครื่องที่เก็บรักษามาอย่างดีออกมาให้ดู และได้ถอดสร้อยพระที่สวมอยู่ออกมาให้ผู้ต้องหาได้ตรวจสอบด้วย
เมื่อได้โอกาสดังที่วางแผนไว้ ผู้ต้องหาได้แสดงพฤติกรรมที่แท้จริงออกมาอย่างรวดเร็ว โดยได้คว้าสร้อยพระพร้อมพระเครื่องทั้งหมดที่อยู่ในมือแล้วรีบวิ่งหลบหนีออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้ผู้เสียหายผู้สูงอายุที่ไม่สามารถไล่ตามได้เพียงแต่ตะโกนเรียกคนแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที แต่ก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียใจอย่างมากต่อผู้เสียหาย
พระเครื่องล้ำค่าที่ถูกขโมย
พระเครื่องที่ถูกขโมยไปในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 9 องค์ มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นพระเครื่องเก่าแก่และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศาสนาอย่างสูง พระเครื่องเหล่านี้ประกอบด้วย
พระของขวัญหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พิมพ์ 1 รุ่น 1 ซึ่งเป็นพระเครื่องที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เนื่องจากหลวงพ่อสดเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในการสอนวิปัสสนากรรมฐานและมีศิษยานุศิษย์มากมาย พระรูปนี้เป็นของหายากมาก
เหรียญหลวงพ่ออี๋ วัดสัตตนารถปริวัตร กรุงเทพมหานคร รุ่น 2 ปี พ.ศ. 2483 ซึ่งเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นมานานกว่า 80 ปีแล้ว มีความเก่าแก่และหายาก เป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องเป็นอย่างมาก หลวงพ่ออี๋เป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการให้พรและคุ้มครองภัย
รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร พิมพ์นิยม ซึ่งเป็นพระเครื่องที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในภาคกลางและภาคเหนือเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ยังมีพระเครื่ององค์อื่นๆ อีก 6 องค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระเครื่องที่มีอายุเก่าแก่และมีคุณค่าสูง โดยส่วนใหญ่ของพระเครื่องเหล่านี้ได้รับการเลี่ยมด้วยทองคำแท้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและรักษาพระเครื่องให้คงสภาพเดิมไว้ได้นานที่สุด การเลี่ยมทองนี้เองที่กลายเป็นจุดดึงดูดความโลภของผู้ต้องหาอีกด้วย
การแจ้งความและกระบวนการสืบสวน
หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน จ่าเอก ประชุม และบุตรชายได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรสัตหีบเพื่อแจ้งความในทันที โดยได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บริเวณบ้านซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์และใบหน้าของผู้ต้องหาไว้ได้ชัดเจนมาเป็นหลักฐานประกอบการแจ้งความ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับพระเครื่องที่สูญหายทั้งหมด รวมถึงรูปถ่ายของพระเครื่องแต่ละองค์ที่เก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย
เจ้าหน้าที่สืบสวนได้รับเรื่องและเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังทันที โดยได้วิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิดและนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอาชญากร พบว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีประวัติการก่อเหตุลักทรัพย์และฉ้อโกงมาแล้วหลายครั้ง และยังมีหมายจับค้างอยู่หลายฉบับอีกด้วย
เจ้าหน้าที่ได้ติดตามเบาะแสของผู้ต้องหาโดยการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดบริเวณเส้นทางที่ผู้ต้องหาหลบหนีไป พบว่าผู้ต้องหาได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางหลบหนี และได้มีการติดต่อกับร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะในเขตเมืองพัทยาซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีร้านค้าต่างๆ มากมาย
คำสารภาพและการติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมย
หลังจากถูกจับกุมตัวได้แล้ว นายวรกาญจน์ ผู้ต้องหา ได้ให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ก่อเหตุจริงตามที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้เสียหายมาก่อน แต่ได้สังเกตเห็นว่าผู้เสียหายอยู่บ้านคนเดียวและดูเหมือนจะเป็นผู้สูงอายุที่มีฐานะดี จึงคิดที่จะหาวิธีเข้าถึงเพื่อขโมยทรัพย์สิน
ผู้ต้องหาได้วางแผนอย่างละเอียดโดยการแต่งกายให้ดูสุภาพเรียบร้อย และอ้างตนเป็นเซียนพระที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้เสียหาย เมื่อเห็นพระเครื่องที่ส่วนใหญ่เลี่ยมด้วยทองคำและมีมูลค่าสูง ความโลภจึงเกิดขึ้นและทำให้ตัดสินใจฉกพระเครื่องทั้งหมดหนีไปโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่เป็นผู้สูงอายุ
ผู้ต้องหาให้การต่อไปว่า หลังจากฉกพระเครื่องได้แล้ว ได้รีบนำพระเครื่อง 7 องค์ ที่เลี่ยมด้วยทองคำไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งในพื้นที่เมืองพัทยาทันที โดยไม่สนใจเลยว่าพระเครื่องเหล่านั้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศาสนาอย่างไร สิ่งที่ผู้ต้องหาสนใจมีแต่เพียงทองคำที่เลี่ยมพระเครื่องเท่านั้น จากการขายพระเครื่อง 7 องค์ ผู้ต้องหาได้เงินมาจำนวนทั้งสิ้น 80,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของมูลค่าที่แท้จริงของพระเครื่องเหล่านั้น
เงินจำนวน 80,000 บาทที่ได้มานี้ ผู้ต้องหาได้นำไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายด้วยการเที่ยวสถานบันเทิงต่างๆ ทั้งผับ บาร์ และสถานบันเทิงยามราตรี ใช้เงินอย่างไม่คิดว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิดกฎหมาย จนกระทั่งเงินหมดไปในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น
เมื่อเงินหมดไป ผู้ต้องหาจึงนึกถึงพระเครื่องที่เหลืออีก 2 องค์ที่ยังไม่ได้ขาย โดยเฉพาะเหรียญหลวงพ่ออี๋ ปี พ.ศ. 2483 ที่เป็นพระเครื่องที่มีมูลค่าสูงมาก ผู้ต้องหาจึงได้นำเหรียญดังกล่าวไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ถนนพระราม 2 กรุงเทพมหานคร โดยได้เงินมาเพียง 11,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากเช่นกัน
หลังจากขายพระเครื่องทั้งหมดแล้ว ผู้ต้องหาได้หลบหนีไปยังจังหวัดกาญจนบุรี โดยคิดว่าจะสามารถหลบหนีการติดตามของตำรวจได้ แต่ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถติดตามตัวได้จนกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด ขณะที่ถูกจับกุม ผู้ต้องหายังคงมีพระเครื่ออยู่อีก 1 องค์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อประสานงานกับร้านรับซื้อของเก่าเพื่อขอให้คืนพระเครื่องที่ถูกขายไปแล้วจำนวน 7 องค์กลับมาได้สำเร็จ
ความรู้สึกของผู้เสียหายและครอบครัว
จ่าเอก ประชุม และบุตรชาย ได้แสดงความปลาบปลื้มและดีใจเป็นอย่างมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้และสามารถตามพระเครื่องคืนมาได้ 8 องค์จาก 9 องค์ แม้ว่าจะยังมีพระเครื่ออีก 1 องค์ คือเหรียญหลวงพ่ออี๋ ปี พ.ศ. 2483 ที่ถูกขายไปแล้วและยังไม่สามารถติดตามกลับมาได้ก็ตาม
ผู้เสียหายได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนกระทั่งมีการจับกุมผู้ต้องหา ตนเองแทบจะนอนไม่หลับเพราะคิดถึงพระเครื่องที่สูญหายไป พระเครื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่วัตถุมงคลหรือสิ่งของมีค่าทางวัตถุเท่านั้น แต่มีคุณค่าทางจิตใจและความทรงจำที่ผูกพันมาตลอดชีวิต
ผู้เสียหายเล่าว่า พระเครื่องทั้งหมดนี้ได้เก็บรักษามาตั้งแต่ยังเยาว์วัย บางองค์ได้มาตั้งแต่สมัยที่ยังรับราชการอยู่ในกองทัพเรือ บางองค์เป็นของขวัญจากผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน บางองค์ได้จากการไปกราบไหว้สักการะที่วัดต่างๆ พระเครื่องแต่ละองค์ล้วนมีเรื่องราวและความหมายที่สำคัญต่อชีวิต
ผู้เสียหายระบุด้วยว่า ตนมีความตั้งใจที่จะรักษาพระเครื่องเหล่านี้ไว้เป็นสมบัติตกทอดให้แก่ลูกหลานในอนาคต เพื่อเป็นสิ่งที่แสดงถึงความศรัทธาและความเคารพในพระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นสิ่งที่ช่วยคุ้มครองรักษาครอบครัวให้ปลอดภัยไปตลอด แต่ไม่คิดว่าจะต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ในวัยที่ชราภาพและอยู่คนเดียว
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายก็รู้สึกโชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวดเร็ว และสามารถติดตามพระเครื่องกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด สำหรับพระเครื่องที่ยังหายไป 1 องค์นั้น ผู้เสียหายกล่าวว่ายังมีความหวังว่าจะสามารถติดตามกลับคืนมาได้ในที่สุด
ผู้ต้องหาขอโทษและสำนึกผิด
นายวรกาญจน์ ผู้ต้องหา ได้กล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายและครอบครัวอย่างจริงใจในขณะที่ถูกสอบปากคำที่สถานีตำรวจ โดยระบุว่ารู้สึกสำนึกผิดอย่างมากต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป และขอให้ผู้เสียหายให้อภัยในความผิดที่ได้ทำไป ผู้ต้องหายอมรับว่าการกระทำของตนเองนั้นผิดอย่างมากและไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เลย
ผู้ต้องหาเล่าว่า ตนเองก่อเหตุเพราะเหตุผลส่วนตัวที่มีปัญหาทางการเงิน แต่ก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะทำให้การกระทำของตนถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อต้องมาทำร้ายจิตใจผู้สูงอายุที่ไม่มีความผิดใดๆ และทำให้สูญเสียสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมหาศาล
ประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติของนายวรกาญจน์ ผู้ต้องหา พบว่าเป็นอาชญากรตัวยงที่มีประวัติการก่อเหตุมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยมีประวัติการถูกดำเนินคดีมาแล้วจำนวน 7 คดี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ทั้งการลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และการฉ้อโกงประชาชน
นอกจากนี้ยังพบว่าขณะนี้ผู้ต้องหายังมีหมายจับค้างอยู่อีกจำนวน 2 หมายจับ ประกอบด้วย หมายจับศาลจังหวัดพัทยาเลขที่ 609/2568 ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ของสถานีตำรวจภูธรสัตหีบ และหมายจับของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก ในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน รวมทั้งสิ้น 9 คดี
จากประวัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายวรกาญจน์ เป็นอาชญากรมืออาชีพที่มีรูปแบบการก่อเหตุที่คล้ายคลึงกัน คือการปลอมตัวและหลอกลวงให้ผู้เสียหายเชื่อถือก่อนที่จะก่อเหตุลักทรัพย์ โดยเฉพาะการเลือกเหยื่อเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการต่อสู้ป้องกันตัวเอง
การดำเนินคดีและบทลงโทษ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยได้สอบปากคำผู้ต้องหาและผู้เสียหาย รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด คำให้การของพยาน และพระเครื่องที่ติดตามกลับคืนมาได้ เพื่อประกอบการดำเนินคดีให้มีความสมบูรณ์ที่สุด
ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งมีโทษตามกฎหมายคือจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 10,000 บาท นอกจากนี้ยังอาจต้องรับผิดในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย รวมถึงหมายจับค้างที่มีอยู่อีก 2 ฉบับ
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้ถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธรสัตหีบเพื่อดำเนินคดีต่อไป และจะถูกส่งตัวไปยังศาลเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป คาดว่าหากผู้ต้องหาถูกตัดสินลงโทษจำคุก จะต้องรับโทษจำคุกเป็นระยะเวลานานพอสมควร เนื่องจากมีประวัติอาชญากรรมมาก่อนหลายคดี
บทสรุปและข้อคิดที่ได้รับจากคดีนี้
คดีนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมหลายประการ ประการแรกคือการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถติดตามและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 5 วันหลังจากเกิดเหตุ และสามารถติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด
ประการที่สองคือเป็นการเตือนสติให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไประมัดระวังในการปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านโดยง่าย แม้ว่าบุคคลนั้นจะดูสุภาพเรียบร้อยและพูดจาน่าเชื่อถือก็ตาม ควรมีการตรวจสอบข้อมูลหรือมีผู้ที่เชื่อถือได้อยู่ด้วยเสมอเพื่อความปลอดภัย
ประการที่สามคือแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของพระเครื่องที่ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางจิตใจและความทรงจำที่ผูกพันกับชีวิต การสูญเสียพระเครื่องจึงไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียทางวัตถุ แต่ยังเป็นการสูญเสียทางจิตใจและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอีกด้วย
สุดท้าย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำความผิดนั้นไม่คุ้มค่า แม้จะได้เงินมาในระยะสั้น แต่ก็จะต้องรับโทษทางกฎหมายและสูญเสียอนาคตในที่สุด หวังว่าคดีนี้จะเป็นบทเรียนให้กับผู้ที่คิดจะก่อเหตุผิดกฎหมายได้ตระหนักถึงผลที่ตามมาและหันกลับมาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องต่อไป