รายงานล่าสุดจาก TH Media Newsletter เผยภาพรวมตลาดความงามไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อผู้บริโภคหันมาใช้บริการหัตถการทางความงามเฉพาะทางมากขึ้น ขับเคลื่อนให้ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังทรีตเมนต์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความท้าทายใหม่ให้กับแบรนด์ความงามแบบดั้งเดิม
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในตลาดความงาม
รายงาน TH Media Newsletter ฉบับเดือนกรกฎาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า หัตถการทางความงามไม่ใช่แค่ทางเลือกหรูหราอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญในกิจวัตรการดูแลความงามของผู้บริโภคไทยแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย การลดลงของราคาทรีตเมนต์ และความต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น
ผู้บริโภคจำนวนมากได้เริ่มจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งจากการซื้อผลิตภัณฑ์ความงามแบบดั้งเดิม มาลงทุนกับการทำหัตถการต่าง ๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์กำจัดขน หรือทรีตเมนต์เพื่อลดริ้วรอยและฟื้นฟูผิว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ส่งผลให้แบรนด์ความงามแบบเดิมต้องพิจารณากลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้า
ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังทรีตเมนต์เติบโตแรง
หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนจากเทรนด์นี้ คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเฉพาะทาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับผิวที่ผ่านการทรีตเมนต์ด้วยเลเซอร์หรือหัตถการต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากครีมบำรุงทั่วไป เช่น ส่วนผสมที่ช่วยเร่งการฟื้นฟู ลดการอักเสบ และป้องกันการติดเชื้อหลังทรีตเมนต์
ความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเซรั่มและครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เนียซินาไมด์ และกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งช่วยให้ผิวฟื้นฟูเร็วขึ้นและมีความชุ่มชื้น แบรนด์ต่างประเทศหลายแห่งเริ่มมองเห็นโอกาสในตลาดไทยและเตรียมขยายการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางนี้
นวัตกรรมเทคโนโลยีขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
แนวโน้มในระยะ 18 เดือนถึง 2 ปีข้างหน้า คาดว่าจะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ผิวและกำหนดโปรแกรมทรีตเมนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล กำลังเป็นที่นิยมในหลายคลินิกชั้นนำ
เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยในการทำหัตถการบางประเภทก็เริ่มปรากฏในตลาดไทย ทำให้การทรีตเมนต์มีความแม่นยำสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ และให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอมากกว่าเดิม นอกจากนี้ เครื่องมือทรีตเมนต์รุ่นใหม่ยังมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดเวลาในการทำหัตถการ และมีผลข้างเคียงน้อยลง
การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับคลินิกอีกด้วย เมื่อต้นทุนลดลง คลินิกสามารถปรับราคาบริการให้เข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่สามารถเข้าถึงบริการทรีตเมนต์คุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น
การแข่งขันในตลาดคลินิกความงาม
ด้วยการเติบโตของตลาดและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า คลินิกความงามต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด คลินิกที่สามารถผสมผสานระหว่างคุณภาพการบริการสูงกับราคาที่สมเหตุสมผลได้ จะมีโอกาสโดดเด่นและประสบความสำเร็จในตลาดนี้
หลายคลินิกเริ่มใช้กลยุทธ์การสร้างแพ็กเกจบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การปรึกษาก่อนทรีตเมนต์ การทำหัตถการ และการดูแลหลังทรีตเมนต์ พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเฉพาะทางที่ใช้คู่กับบริการ ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่สมบูรณ์และมั่นใจในผลลัพธ์มากขึ้น
การลงทุนในเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คลินิกต้องพิจารณา เพื่อให้สามารถแข่งขันและรักษามาตรฐานการบริการไว้ได้ในระยะยาว คลินิกที่ลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยจะสามารถนำเสนอบริการที่แตกต่างและดึงดูดลูกค้าได้มากกว่า
ความท้าทายของการกินตามอารมณ์กับเป้าหมายสุขภาพคนไทย
นอกเหนือจากตลาดความงาม รายงานฉบับเดียวกันยังเผยถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย โดยพบว่า “การกินตามอารมณ์” เป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้ผู้บริโภคไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพได้ตามที่ตั้งใจไว้
การกินตามอารมณ์ หมายถึง การรับประทานอาหารเพื่อระบายความรู้สึก โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียด เศร้า หรือวิตกกังวล มากกว่าการกินเพื่อตอบสนองความหิวหรือความต้องการพลังงานของร่างกาย พฤติกรรมนี้มักนำไปสู่การบริโภคอาหารมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน หรือเกลือสูง
จากการสำรวจพบว่า กลุ่มที่มีแนวโน้มกินตามอารมณ์มากที่สุด คือ ผู้หญิงอายุ 18-34 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีความเครียดจากการทำงาน การเรียน และความกดดันทางสังคมสูง กลุ่มนี้มักใช้อาหารเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการกับอารมณ์ ทำให้เกิดรูปแบบการกินที่ไม่เป็นไปตามแผนการดูแลสุขภาพที่วางไว้
ผลกระทบของการกินตามอารมณ์ต่อสุขภาพ
การกินตามอารมณ์ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อน้ำหนักและรูปร่าง แต่ยังกระทบต่อสุขภาพจิตใจอีกด้วย หลายคนรู้สึกผิดหรือเสียใจหลังจากกินมากเกินไป ทำให้เกิดวงจรแห่งความเครียดที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพฤติกรรมการกินในครั้งต่อไป
นอกจากนี้ การกินตามอารมณ์ยังทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่สมดุล เนื่องจากอาหารที่เลือกกินในช่วงอารมณ์ไม่ดีมักเป็นอาหารแปรรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน
แม้ว่าการจัดการความเครียดอาจไม่ใช่ประเด็นสุขภาพอันดับต้น ๆ ในความคิดของผู้บริโภคทั่วไป แต่หลายคนเริ่มตระหนักได้ว่าพฤติกรรมการกินตามอารมณ์เป็นสิ่งที่พวกเขาขาดการควบคุม และเป็นความท้าทายสำคัญในการดูแลสุขภาพโดยรวม
มุมมองใหม่จากผู้เชี่ยวชาญ: เปลี่ยนการกินตามอารมณ์เป็นโอกาส
นักวิเคราะห์จาก Mintel เสนอแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ โดยแนะนำว่าแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มควรมองการกินตามอารมณ์ในเชิงบวกมากกว่าการตัดสินหรือพยายามขัดขวางพฤติกรรมนี้ แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหา ควรมองเป็นโอกาสในการสนับสนุนผู้บริโภคให้เลือกอาหารที่ดีกว่า
ข้อมูลจากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยมากกว่า 25% เชื่อว่าอาหารว่างสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการกินที่ดีต่อสุขภาพได้ หากเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม ความเชื่อนี้เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่าง ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่ทั้งตอบโจทย์ด้านรสชาติและอารมณ์ พร้อมให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดี
กลยุทธ์ใหม่สำหรับแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม
แบรนด์อาหารหลายแห่งเริ่มปรับกลยุทธ์การตลาดโดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การกินตามอารมณ์เป็นการเลือกที่ดีขึ้น แทนที่จะพยายามห้ามหรือตำหนิพฤติกรรมนี้ พวกเขามุ่งเน้นการสร้างทางเลือกที่ดีกว่า เช่น ขนมคุกกี้ที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ด ไอศกรีมที่มีโปรตีนสูงและน้ำตาลน้อย หรือช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของสุเปอร์ฟู้ด
การสื่อสารกับผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปจากการใช้ข้อความที่ทำให้รู้สึกผิด เป็นการให้กำลังใจและสนับสนุน เช่น “เลือกที่จะดูแลตัวเอง” หรือ “ทุกมื้อคือโอกาสใหม่” แทนที่จะใช้คำว่า “ห้าม” หรือ “ผิด” การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกได้รับการสนับสนุนมากกว่าการถูกตัดสิน
โอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ความเข้าใจในพฤติกรรมการกินตามอารมณ์เปิดโอกาสให้แบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการทางอารมณ์และโภชนาการไปพร้อม ๆ กัน เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมช่วยผ่อนคลายความเครียด อาหารว่างที่มีเทคสเจอร์และรสชาติที่น่าพอใจ แต่มีแคลอรีต่ำและสารอาหารสูง
การวิจัยและพัฒนาในด้านนี้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรสชาติ กลิ่น เทคสเจอร์ และอารมณ์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการทางจิตใจในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสุขภาพ
แนวโน้มตลาดในอนาคต
ตลาดความงามและสุขภาพในไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในด้านความงาม คาดว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีล้ำสมัยจะเป็นมาตรฐานในคลินิกชั้นนำ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเฉพาะทางจะมีบทบาทมากขึ้น
ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม แนวโน้มการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจิตใจและอารมณ์จะได้รับความสนใจมากขึ้น แบรนด์ที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของผู้บริโภคได้ดี จะมีโอกาสเติบโตในตลาดแบบยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยมีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ยังต้องการสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการทางอารมณ์และจิตใจด้วย แบรนด์ที่สามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการหลายมิตินี้ได้ จะเป็นผู้ชนะในตลาดอนาคต