เปิดโปงแผนเลวทราม! ม้าทรงกำมะลอลวงล่วงละเมิดเยาวชนชายใน จ.ปัตตานี เหยื่อทะลุ 30 ราย

วันนี้ (13 ส.ค. 2568) เวลา 13.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อจากมูลนิธิเป็นหนึ่ง ประจำจังหวัดปัตตานี ได้นำครอบครัวผู้เสียหาย 13 คน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากทางมูลนิธิได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองของเยาวชนชายรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าบุตรชายตกเป็นเหยื่อการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศโดยนายโฟ้ (สงวนนามสกุล) ชายวัย 25 ปี

ผู้ต้องหามีพฤติกรรมแอบอ้างตัวเป็นม้าทรงของศาลเจ้าในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเยาวชน โดยใช้ตำแหน่ง “รุ่นพี่” ในค่ายอบรมและสถานะม้าทรงสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกพาเยาวชนเข้าห้องโดยอ้างว่าจะฝึกสมาธิขั้นสูงและทำพิธีเฉพาะบุคคล ซึ่งเหตุการณ์นี้เริ่มถูกเปิดโปงหลังจากผู้ปกครองสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของบุตรชาย

Table of Contents

เปิดโปงพฤติกรรมสยองผู้ก่อเหตุ

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ก่อเหตุมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามาทำงานเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ และอาศัยสถานะที่แอบอ้างว่าเป็นม้าทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวบ้านและเยาวชน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจัดงานประเพณีประจำปี เช่น งานหามพระลุยไฟ ซึ่งมีผู้คนและเยาวชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ด้วยบุคลิกภาพที่ดูน่าเชื่อถือและมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้กลุ่มเยาวชนเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ ผู้ก่อเหตุใช้วิธีเข้าไปพูดคุย ทำความรู้จัก และชักชวนให้ผู้เสียหายมานั่งสมาธิฝึกจิต โดยอ้างว่าเป็นการเสริมบารมีและฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจ

เมื่อสามารถสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจได้มากขึ้น ผู้ก่อเหตุจะเริ่มพูดคุยผ่านโทรศัพท์ส่วนตัวและวิดีโอคอล รวมถึงขอดูอวัยวะเพศของเยาวชน บางรายถูกชักชวนไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือได้รับของขวัญที่ต้องการ เพื่อสร้างความผูกพันและความไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะอาศัยจังหวะที่อยู่ตามลำพังในบริเวณศาลเจ้า เพื่อกระทำการอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ

ผู้ปกครองเปิดใจ เล่าเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

ผู้ปกครองของน้องเอมและน้องเอ (นามสมมติ) หลานชายวัย 14 และ 15 ปี เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่เด็กๆ เข้าร่วมโครงการอบรมฌาณสมาธิในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี ชายผู้ก่อเหตุใช้ตำแหน่ง “รุ่นพี่” ในค่ายและสถานะม้าทรงสร้างความน่าเชื่อถือ และหลอกพาเยาวชนเข้าห้องก่อนออกอุบายแยกเด็กออกจากกลุ่ม โดยอ้างว่าจะฝึกสมาธิขั้นสูงและทำพิธีเฉพาะบุคคล

“น้องเอเชื่อใจ เพราะเห็นว่าเป็นรุ่นพี่ที่ค่าย ทุกคนเคารพ เมื่อเข้าไปอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่กลับถูกล่วงละเมิด ถูกถอดกางเกง ถูกลูบคลำ และถูกอมอวัยวะเพศ จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ทำกิจกรรมสำเร็จความใคร่กับน้องเอ จนน้องเอต้องพยายามหนีกลับบ้านและไม่ยอมมาเข้าอบรมอีก ได้เล่าให้กับน้องเอมฟัง จนทำให้น้องเอมมาแจ้งผู้ปกครองทราบ เด็กบางคนรู้เรื่องและไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวโดนทำร้ายหรือถูกกล่าวหาว่าโกหกอีกด้วย” ผู้ปกครองกล่าวทั้งน้ำตา

พบผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สภาพจิตใจย่ำแย่

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ามีเยาวชนชายอายุระหว่าง 12-15 ปี ตกเป็นเหยื่อการกระทำของผู้ต้องหาอย่างน้อย 13 ราย และคาดว่าอาจมีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ราย โดยมีเด็ก 2-3 รายที่ถูกล่วงละเมิดทางทวารหนัก และเชื่อว่ายังมีเด็กอีกหลายคนที่ถูกล่วงละเมิดในลักษณะเดียวกัน

สำหรับสภาพจิตใจของผู้เสียหายและครอบครัวในขณะนี้ พบว่าทุกคนมีความตื่นตระหนกและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ไม่คิดว่าบุตรหลานของตนเองจะตกเป็นเหยื่อ ขณะที่ตัวเยาวชนเองมีอาการหวาดกลัว ไม่กล้าพูดคุยกับใคร บางรายแสดงอาการก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย หรือแยกตัวออกจากสังคม ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของการถูกกระทำชำเรา

เร่งสอบสวน ดำเนินคดีถึงที่สุด

พันตำรวจเอกเจฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ได้กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้เสียหายและพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กและข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยจะให้ความคุ้มครองพยานและผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการฝากขังผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้เสียหายและครอบครัว รวมถึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต” ผู้กำกับการฯ กล่าว

พันตำรวจเอกเจฟรีย์ ยังได้เน้นย้ำว่า หากผู้ปกครองท่านใดสงสัยว่าบุตรหลานของตนอาจตกเป็นเหยื่อ สามารถเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประสานมูลนิธิเป็นหนึ่ง เพื่อขอความช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุหลบหนีหรือทำร้ายเหยื่อเพิ่มเติม

มูลนิธิเป็นหนึ่งเข้าช่วยเหลือ ประสานเยียวยาผู้เสียหาย

นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ ได้รวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดมาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกรณีที่กลุ่มเยาวชนชายอายุ 12-15 ปี ถูกอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากมีผู้ปกครองบางคนยังไม่ทราบว่าบุตรของตนเองถูกกระทำ ซึ่งเรื่องนี้เริ่มต้นจากผู้ปกครองท่านแรกที่ได้ประสานมาขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวว่าคดีจะไม่คืบหน้า

“ฝากบอกไปถึงผู้ก่อเหตุให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ และเลิกเอาเพื่อนมาข่มขู่ครอบครัวผู้เสียหาย ไม่ต้องโทรมาเคลียร์ เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ สำหรับพี่ต้นอ้อทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก จึงรีบประสานงานให้มาเข้าแจ้งความ” นางสาวณภัชกมล กล่าว

ขณะเดียวกัน ทางมูลนิธิเป็นหนึ่งกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมประสานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเข้าดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้เสียหาย เนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างบาดแผลทางกาย แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเยาวชนและครอบครัวอย่างรุนแรง

เหตุการณ์สะเทือนใจ สั่นคลอนความศรัทธาชุมชน

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจและตื่นตระหนกแก่ชุมชนในจังหวัดปัตตานีเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุใช้ศรัทธาทางศาสนาและความเชื่อของชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการล่อลวงเยาวชน จนเกิดเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าการสอบสวนในระยะต่อไปอาจพบผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก

นายอับดุลเราะห์มาน มะแซ ผู้นำชุมชนในพื้นที่ กล่าวว่า ชุมชนรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีการใช้ความเชื่อและศรัทธาทางศาสนามาเป็นเครื่องมือในการล่อลวงเด็กและเยาวชนเช่นนี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบบุคคลที่อ้างตัวเป็นม้าทรงหรือผู้มีความสามารถพิเศษทางศาสนาในพื้นที่ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กแนะวิธีสังเกตอาการผิดปกติและการเยียวยา

ด้านนายแพทย์สมชาย สุวรรณวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจิตเวชปัตตานี กล่าวว่า เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมักจะแสดงอาการผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณเตือนต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างฉับพลัน การแยกตัวออกจากสังคม อาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือมีพฤติกรรมที่แสดงออกทางเพศที่ไม่เหมาะสมกับวัย

“การเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ผู้ปกครองควรให้กำลังใจ รับฟัง และไม่ตำหนิเด็ก รวมถึงพาเด็กเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถเยียวยาบาดแผลทางจิตใจและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ” นายแพทย์สมชาย กล่าว

นอกจากนี้ นายแพทย์สมชายยังแนะนำว่า สังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชน รวมถึงการสอนทักษะการป้องกันตัวเองให้กับเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี

กฎหมายคุ้มครองเด็กและบทลงโทษผู้กระทำผิด

ทนายความอาสาจากสภาทนายความจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า การกระทำของผู้ต้องหาในครั้งนี้ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุเกิน 13 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท และหากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก รวมถึงความผิดฐานอนาจารเด็ก ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ในกรณีนี้ ผู้ต้องหาอาจถูกดำเนินคดีในหลายข้อหา และหากพบว่ามีการกระทำผิดต่อผู้เสียหายหลายราย ศาลอาจพิจารณาลงโทษแบบต่อเนื่องกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องหาได้รับโทษหนักขึ้น” ทนายความอาสา กล่าว

แนวทางป้องกันและการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกล่วงละเมิด

ดร.สุภาพร เทียมตระกูล อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า การป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หรือหน่วยงานภาครัฐ

“พ่อแม่ผู้ปกครองควรสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูก พูดคุยและให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่เหมาะสมกับวัย สอนให้เด็กรู้จักปกป้องตัวเอง และสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าที่จะบอกเล่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น” ดร.สุภาพร กล่าว

นอกจากนี้ ดร.สุภาพรยังแนะนำว่า โรงเรียนและสถานศึกษาควรมีระบบการคัดกรองบุคลากรที่เข้ามาทำงานกับเด็กอย่างเข้มงวด มีมาตรการป้องกันและตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่เด็กและผู้ปกครองเกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ มีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหลายแห่ง เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 มูลนิธิเป็นหนึ่ง ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ในโรงพยาบาลทุกแห่ง บ้านพักเด็กและครอบครัว หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งสามารถให้ความช่วยเหลือทั้งในด้านกฎหมาย การแพทย์ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

บทเรียนสำคัญสำหรับสังคม

เหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนชายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตระหนักถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ที่แอบอ้างความศรัทธาทางศาสนาหรือความเชื่อเพื่อหาประโยชน์ การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กชาย ซึ่งมักถูกมองข้ามในสังคมไทย และการสร้างระบบป้องกันและช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข โดยสังคมต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ปกปิดหรือเพิกเฉย

“การล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กหญิงเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับเด็กชายด้วย ซึ่งในสังคมไทยมักจะมองข้ามปัญหานี้ ทำให้เด็กชายที่ตกเป็นเหยื่อไม่กล้าที่จะเปิดเผยหรือขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกตีตราหรือล้อเลียน ดังนั้น สังคมจึงควรสร้างความเข้าใจและให้การยอมรับว่าการล่วงละเมิดทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ และทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน” รองศาสตราจารย์ ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดและแนวทางการให้ความช่วยเหลือ

ล่าสุด ทางจังหวัดปัตตานีได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามคดีและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวอย่างเร่งด่วน โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัว โรงพยาบาล และองค์กรเอกชนในพื้นที่ เพื่อให้การดูแลและเยียวยาเป็นไปอย่างครอบคลุมในทุกมิติ

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองที่สงสัยว่าบุตรหลานอาจตกเป็นเหยื่อ เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับประชาชนทั่วไปที่พบเห็นหรือสงสัยว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

สะท้อนภาพรวมปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสังคมไทย

จากรายงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา มีการรับแจ้งกรณีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนเฉลี่ยวันละ 20 ราย หรือประมาณ 7,300 รายต่อปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นจริง เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าเปิดเผยหรือแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ ยังพบว่าการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนมักเกิดจากคนใกล้ชิดหรือคนที่เด็กรู้จักและไว้วางใจ เช่น ญาติ ครู ผู้นำทางศาสนา หรือเพื่อนบ้าน โดยผู้กระทำผิดมักใช้ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่มีอยู่เป็นช่องทางในการล่วงละเมิด

การแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาและการป้องกันตัวเองแก่เด็กและเยาวชน การพัฒนาระบบการคัดกรองบุคคลที่ทำงานกับเด็ก และการสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นเสียงเตือนให้สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน โดยไม่เลือกเพศ วัย หรือสถานะทางสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ