ปฏิบัติการช่วยชีวิต! บุกช่วย 11 คนไทยติดกับดักนรกกัมพูชา ถูกหลอกทำงานสแกมเมอร์ ก่อนส่งไปปอยเปต

การปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ญาติของเหยื่อรายหนึ่งได้รับแจ้งจากลูกหลานที่เดินทางไปทำงานที่จังหวัดสระแก้ว และสงสัยว่าตนเองถูกหลอกลวง จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ทำการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา และสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศเข้าดำเนินการช่วยเหลือทันที

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักดังกล่าว พบว่ามีเยาวชนและบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้น 11 คน ทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 18-31 ปี กำลังรอเวลาที่จะถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชา โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือนั้น บุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมเหยื่อทั้ง 11 คนได้หลบหนีไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ทำให้เหยื่อทุกคนรอดพ้นจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา

ผู้บังคับการสถานีตำรวจเปิดเผยรายละเอียดคดี

พันตำรวจเอก ชูชาติ คงเมือง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือเหยื่อทั้ง 11 รายแล้ว ได้ดำเนินการกระจายตัวเหยื่อให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำและบันทึกพยานหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินคดีและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

สำหรับเหยื่อทั้ง 11 รายนั้น พบว่ามี 2 รายที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ กรณีหนึ่งเป็นคดีเสพยาเสพติด และอีกกรณีหนึ่งมีหมายจับในข้อหาเป็นบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการให้บุคคลอื่นใช้บัญชีธนาคารของตนเองในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยทั้งสองรายนี้จะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ชูชาติ ยังได้เปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเจ้าของบ้านที่ใช้เป็นเซฟเฮาส์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงนี้โดยตรง และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและขยายผลของพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมด

ทั้งนี้ เบื้องต้นแล้วคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจกำลังให้ความสำคัญและเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง

เปิดรูปแบบการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย

จากการสอบปากคำเหยื่อทั้ง 11 ราย พ.ต.อ.ชูชาติ ได้เปิดเผยรูปแบบการหลอกลวงที่ชัดเจนว่า เหยื่อทุกรายให้การตรงกันว่า ได้พบเห็นการโฆษณาหางานผ่านทางเฟซบุ๊กและเพจต่างๆ โดยโพสต์ดังกล่าวจะระบุว่า มีงานในประเทศกัมพูชา สามารถสร้างรายได้เดือนละ 20,000-25,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ค่อนข้างสูงและดึงดูดคนหางาน โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน

โพสต์ดังกล่าวจะมีหมายเลขโทรศัพท์ให้ติดต่อกลับหากสนใจ และเมื่อผู้สนใจโทรศัพท์ไปติดต่อ ผู้ร้ายจะนัดหมายให้เดินทางมายังอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา โดยจะมีการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้อย่างครบครัน

เมื่อเหยื่อเดินทางมาถึงอำเภออรัญประเทศแล้ว ขบวนการจะจัดที่พักให้ค้างคืนบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสระแก้ว (บขส.อรัญประเทศ) ก่อนจะพาไปยังบ้านพักหรือเซฟเฮาส์ที่ตำบลท่าข้าม เพื่อรวมตัวและรอเวลาที่จะข้ามแดนไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ในช่วงเวลาค่ำคืนที่มีความมืดและเหมาะสมกับการลักลอบข้ามแดน

รูปแบบการดำเนินการนี้แสดงให้เห็นว่าขบวนการมีความเป็นระบบและมีการวางแผนอย่างรอบคอบ มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนตั้งแต่การโฆษณา การติดต่อประสานงาน การจัดการเรื่องที่พัก ไปจนถึงการลักลอบส่งคนข้ามแดน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือธุรกิจอาชญากรรมที่มีขนาดใหญ่และมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

คำให้การของเหยื่อ เผยความหวาดกลัวและการขอความช่วยเหลือ

หนึ่งในผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่พร้อมกับแฟนสาว ได้ให้การเล่าถึงประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวว่า ตอนแรกทั้งสองคนตื่นเต้นดีใจที่ได้งานที่มีรายได้ดี จึงได้เดินทางจากภาคเหนือลงมายังจังหวัดสระแก้วตามนัดหมาย ระหว่างทางยังคิดว่าจะได้ไปทำงานที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย

แต่เมื่อมาถึงและถูกพาไปอยู่ที่บ้านเซฟเฮาส์เพื่อรอข้ามแดนไปทำงานในฝั่งกัมพูชา ทั้งคู่เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เมื่อสังเกตดูพฤติกรรมของคนที่ดูแลและบรรยากาศโดยรอบ พวกเขาเริ่มสงสัยว่าน่าจะถูกหลอกลวงให้ไปทำงานคอลเซ็นเตอร์หรือธุรกิจที่ผิดกฎหมาย จึงได้แจ้งให้ญาติที่บ้านทราบทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายรายนี้เล่าว่า ระหว่างที่อยู่ในบ้านหลังนั้น แม้จะไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกข่มขู่โดยตรง แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน มีคนคอยดูแลและควบคุมไม่ให้หนีไปไหน บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและความหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และถ้าถูกส่งข้ามแดนไปจริงแล้วจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

โชคดีที่ญาติได้ติดต่อไปยังศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนได้ทันท่วงที และศูนย์ฯ ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหยื่อทั้งหมดรอดพ้นจากอันตรายก่อนที่จะถูกส่งข้ามแดนไป โดยคนที่ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมเหยื่อได้หายตัวหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึงเพียงไม่กี่นาที

สถานการณ์ของเหยื่อทั้ง 11 คน ภายหลังการช่วยเหลือ

นายเบิร์ด จากศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ของเหยื่อทั้ง 11 คนหลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วว่า ปัจจุบันเหยื่อ 2 รายได้เดินทางกลับบ้านไปแล้ว เนื่องจากมีญาติมารับตัวกลับไปดูแลที่บ้านเกิด ซึ่งทั้งสองรายนี้ไม่มีประวัติการกระทำผิดและไม่มีความผิดใดๆ ในการเดินทางมาครั้งนี้

สำหรับอีก 9 คนที่เหลือ พบว่ามี 2 รายที่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยรายแรกเป็นคดีเสพยาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและอาจได้รับการส่งตัวเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล ส่วนอีกรายหนึ่งมีหมายจับค้างอยู่ในข้อหาเป็นบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงต้องถูกส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สำหรับเหยื่ออีก 7 คนที่ไม่มีประวัติการกระทำผิดและไม่ได้ข้ามฝั่งไปยังประเทศกัมพูชา นายเบิร์ด กล่าวว่า จะดำเนินการส่งตัวไปที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เพื่อทำการบันทึกข้อมูล ให้คำแนะนำ และประสานงานส่งกลับภูมิลำเนาตามลำดับ โดยจะมีการติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม

การที่เหยื่อบางรายมีประวัติการกระทำผิดหรือมีหมายจับอยู่ก่อนแล้ว แสดงให้เห็นว่าขบวนการหลอกลวงเหล่านี้มักจะเลือกเป้าหมายที่เป็นผู้ที่มีปัญหาทางสังคม มีหนี้สิน หรือต้องการเงินเร่งด่วน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เปราะบางและตกเป็นเหยื่อได้ง่าย บางรายอาจถูกหลอกว่าสามารถหางานทำได้แม้จะมีประวัติอาชญากรรม หรือบางรายอาจถูกล่อลวงด้วยเงินจำนวนมากเพื่อไปชดใช้หนี้สิน

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ เผยรูปแบบการหลอกลวงที่ต้องระวัง

นายเบิร์ด จากศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ได้ออกมาเตือนเยาวชนและผู้ปกครองถึงรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยในปัจจุบันว่า การหางานผ่านเพจหรือโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า “มาฝึกงาน มาอบรม ในพื้นที่อรัญประเทศ 4-5 วัน มีโน๊ตบุ๊ก มีโทรศัพท์มือถือให้ สามารถรับงานกลับไปทำที่บ้านได้” ประเภทนี้เป็นการหลอกลวงทั้งหมด ไม่มีความจริงใจในการจ้างงานเลย

นายเบิร์ดอธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะของการหลอกลวงที่พบบ่อยจะมีการโฆษณาว่า “มีงานเช็กสต๊อก ลงโกดังของ ขับรถ เป็นแม่บ้าน ตามแนวชายแดน” และจะมีการขอให้ผู้สมัครเปิดบัญชีธนาคารมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่านี่คือการหลอกลวงเพื่อไปทำบัญชีม้าแน่นอน บัญชีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การโกงออนไลน์ การหลอกลวงประชาชน และอาชญากรรมอื่นๆ

“ไม่มีงานไหนที่ไม่ต้องลงทุนอะไร มีทุกอย่างให้หมด ไปรับถึงบ้าน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง งานแบบนี้ไม่มีแน่นอน” นายเบิร์ดกล่าวย้ำและเตือนว่า หากเห็นโฆษณางานที่ดูดีเกินจริง มีสวัสดิการมากมาย ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องมีทักษะพิเศษ รับทุกคน และยังมีการอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้านจนดูผิดปกติ ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นกับดัก

นอกจากนี้ นายเบิร์ดยังได้เน้นย้ำอีกว่า พวกนี้คือหลอกมาทำบัญชีม้าทั้งหมด ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง หากใครไปเปิดบัญชีให้กับขบวนการเหล่านี้ แม้จะไม่รู้ว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้ทำอะไร ก็ยังถือว่ามีความผิดและอาจถูกดำเนินคดีได้ นอกจากนี้ยังอาจถูกนำไปใช้แรงงานในการทำงานที่ผิดกฎหมาย เช่น คอลเซ็นเตอร์แก๊งโกง สแกมเมอร์ออนไลน์ การค้ายาเสพติด หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์

แนวทางการขอความช่วยเหลือ หากตกเป็นเหยื่อหรือสงสัยว่าถูกหลอก

สำหรับคนที่ประสบเหตุและชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวงให้ข้ามแดนไปทำงานในต่างประเทศ หรือรู้สึกสงสัยว่าอาจถูกหลอก นายเบิร์ดแนะนำว่า หากรู้ตัวว่าประสบเหตุแล้วหรือถูกหลอกแน่นอน ให้รีบโทรแจ้งความไปที่เบอร์ 191 ซึ่งเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุของตำรวจ ไว้ก่อนทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ หากมีเวลาสามารถประสานงานไปที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ภาคตะวันออก (IMF) ได้โดยตรง ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 098-710-6491 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรับแจ้งเหตุและให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาในต่างแดน

การแจ้งความหรือขอความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุดเมื่อรู้สึกสงสัยหรือตกอยู่ในอันตราย เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันก่อนที่สถานการณ์จะแย่ลง และยังช่วยให้สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น ไม่ควรนิ่งเฉยหรือหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเอง เพราะอาจทำให้พลาดโอกาสในการหลบหนีและตกอยู่ในอันตรายที่มากขึ้น

บทบาทของครอบครัวและสังคมในการป้องกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอาชญากรรมระบุว่า บทบาทของครอบครัวและสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้คนในครอบครัวหรือคนรอบข้างตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ผู้ปกครองควรให้ความสนใจกับบุตรหลานที่กำลังหางาน โดยเฉพาะเยาวชนที่อาจยังขาดประสบการณ์และเชื่อคนง่าย

ครอบครัวควรสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลของนายจ้างหรือบริษัทที่รับสมัครงานให้ดีก่อนตัดสินใจไปทำงาน และหากมีข้อสงสัยหรือความกังวลใดๆ ควรปรึกษากับผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ สังคมและชุมชนควรร่วมมือกันในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสหากพบเห็นกิจกรรมที่น่าสงสัย เช่น มีการรวมตัวของคนจำนวนมากในบ้านแห่งหนึ่ง มีคนแปลกหน้าเข้าออกบ่อยครั้ง หรือมีการจัดส่งคนข้ามแดนอย่างผิดปกติ การมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันท่วงที

ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ตามคำสั่งผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 2

ตามรายงานข่าว พลตำรวจตรี ธีระชัย ชื่นตระกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 2 หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กต่าย” ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขยายผลการสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่ใช้เป็นเซฟเฮาส์ และผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมเหยื่อที่ได้หลบหนีไป

การขยายผลในครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งการติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนี การสืบสวนหาแหล่งที่มาของการโฆษณาหางานบนโซเชียลมีเดีย การตรวจสอบบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินจากเหยื่อหรือการโอนเงินให้กับผู้ร่วมขบวนการ และการประสานงานกับหน่วยงานในประเทศกัมพูชาเพื่อติดตามฐานปฏิบัติการในฝั่งกัมพูชา

เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารและพื้นที่โดยรอบเซฟเฮาส์ เพื่อติดตามตัวผู้ที่มารับส่งเหยื่อและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบประวัติของเจ้าของบ้านและผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าว เพื่อหาข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดในขบวนการ

สถานการณ์การหลอกลวงไปทำงานในต่างประเทศ ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง

ปัญหาการหลอกลวงคนไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานการหลอกลวงไปทำงานในประเทศต่างๆ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะถูกหลอกไปทำงานในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น คอลเซ็นเตอร์แก๊งโกง สแกมเมอร์ออนไลน์ การพนันออนไลน์ การค้ายาเสพติด หรือการค้ามนุษย์ โดยเมื่อไปถึงแล้วจะถูกกักขัง ริบทรัพย์สิน ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และถูกขู่เข็ญให้โอนเงินมาจากญาติที่บ้าน

หลายรายที่พยายามหลบหนีหรือไม่ยอมทำตามคำสั่งได้ถูกทำร้ายอย่างโหดร้าย บางรายถูกขายต่อให้กับขบวนการอื่น บางรายหายสาบสูญไป และบางรายเสียชีวิตจากการถูกทรมาน การขาดอาหารและน้ำ หรือจากการเจ็บป่วยโดยไม่ได้รับการรักษา

รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้และพยายามดำเนินการในหลายด้าน ทั้งการป้องกัน การปราบปราม การช่วยเหลือเหยื่อ และการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ขบวนการเหล่านี้มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอดเวลา จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังหางาน

สำหรับผู้ที่กำลังมองหางาน โดยเฉพาะงานในต่างประเทศ ควรระมัดระวังและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

ตรวจสอบข้อมูลนายจ้างหรือบริษัทจัดหางาน ควรตรวจสอบว่าบริษัทมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดหางานอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ มีที่ตั้งที่ชัดเจน มีเบอร์โทรศัพท์และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้ และมีรีวิวหรือประสบการณ์จากผู้ที่เคยใช้บริการ

ระวังงานที่ดูดีเกินจริง หากมีงานที่โฆษณาว่าได้เงินเยอะ ไม่ต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ ไม่ต้องลงทุนอะไร มีสวัสดิการครบครัน รับทุกคน ควรตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบให้ดี เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกับดัก

อย่าเปิดบัญชีธนาคารหรือให้ข้อมูลส่วนตัวแก่คนที่ไม่รู้จัก การขอให้เปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชี หรือขอให้ส่งสำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชี หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าอาจเป็นการหลอกลวงเพื่อทำบัญชีม้า

ปรึกษาครอบครัวหรือคนที่ไว้ใจได้ ก่อนตัดสินใจไปทำงานในต่างประเทศ ควรปรึกษากับผู้ปกครอง ครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจได้ เพื่อขอคำแนะนำและความคิดเห็น อย่าตัดสินใจไปคนเดียวโดยเร็วจนเกินไป

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะไปทำงาน ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิแรงงาน และสถานการณ์ในประเทศที่จะไปทำงาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์หรือการหลอกลวงในประเทศนั้นๆ

ไม่ควรมอบหนังสือเดินทางให้ผู้อื่นเก็บ หากไปทำงานในต่างประเทศแล้วนายจ้างขอเก็บหนังสือเดินทางไว้ ควรปฏิเสธและเก็บไว้กับตัวเอง เพราะหนังสือเดินทางเป็นเอกสารสำคัญที่จะช่วยให้สามารถหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือได้

การตระหนักถึงอันตรายและรู้วิธีป้องกันตัวเองจากการหลอกลวง จะช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อและช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

กรณีนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่เตือนให้คนไทยทุกคนระมัดระวังการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ และหากเห็นหรือทราบข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงแรงงาน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและปราบปรามผู้กระทำผิดให้ได้รับโทษตามกฎหมาย