“เล็ก ฝันเด่น” พิสูจน์ความรักชาติด้วยจิตอาสา เดินหน้าบริการประชาชนจนหมดลมหายใจ

ท่ามกลางบรรยากาศของความรักและความภักดีที่ทวีคูณในหัวใจของคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ณ บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดีในการส่งเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีอีกหนึ่งร่างกายที่พร้อมจะทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อดูแลประชาชนในฐานะจิตอาสา นั่นคือ “เล็ก ฝันเด่น จรรยาธนากร” นักร้องยุค 90 ที่หลายคนอาจจำได้จากเพลงฮิตในอดีต แต่วันนี้เขาได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการเป็นจิตอาสาที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

จิตอาสาผู้ไม่หวั่นไหวต่อคำวิจารณ์

เล็ก ฝันเด่น ได้เปิดใจถึงบทบาทของตนในฐานะจิตอาสาในกลุ่ม “อาสาสมัครใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่มาร่วมกันแจกน้ำดื่ม ขนม และให้การดูแลเบื้องต้นแก่ประชาชนที่มาร่วมพิธีในครั้งนี้ โดยเขาเล่าว่าความดีใจที่เห็นคนไทยมารวมตัวรวมใจกันได้ในครั้งนี้นั้นทำให้รู้สึกถึงพลังแห่งความสามัคคี แม้ว่าในชีวิตประจำวันสังคมไทยอาจจะมีการรบราหรือความขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่เมื่อถึงเวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญที่กระทบกระเทือนจิตใจของส่วนรวมแล้ว คนไทยจะกลับมารวมตัวกันได้เสมอ

ในฐานะที่เคยเป็นจิตอาสาตั้งแต่ช่วงพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อ 9 ปีที่แล้ว เล็ก ฝันเด่น มีประสบการณ์และความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในบริบทของการจัดงานพระราชพิธีนั้น ในฐานะจิตอาสาจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวประชาชนได้อย่างฉับไวและรวดเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแจกน้ำดื่ม ขนม หรือการให้การดูแลทางการแพทย์เบื้องต้นเมื่อมีผู้สูงอายุป่วยหรือเป็นลม เขาได้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการวางแผนและเตรียมการในครั้งนี้

เริ่มต้นภารกิจตั้งแต่วันแรก

กลุ่มจิตอาสาของเล็ก ฝันเด่น เริ่มรับทราบข่าวตั้งแต่เช้าตรู่ของวันก่อนหน้า และได้รวมตัวกันประชุมวางแผนทันทีว่าจะทำอย่างไรเพื่อดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด โดยเมื่อวันเดียวกันนั้นเวลาบ่ายสองโมง กลุ่มจิตอาสาได้ไปแจกน้ำและขนมนมเนยที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จนถึงเกือบสามทุ่ม หลังจากนั้นก็ได้ดำเนินการสรรหาน้ำดื่มและเสบียงต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันต่อมา

ในส่วนของการจัดหาสถานที่และการเตรียมการนั้น เล็ก ฝันเด่น ได้ประสานงานกับทางกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติภารกิจด้วยกันที่ชายแดนอรัญประเทศ เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ริมถนนในการจัดตั้งบูธให้บริการน้ำดื่ม ขนม และบริการทางการแพทย์เบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีจิตอาสาจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น หากมีผู้สูงอายุที่ปวดหัว เวียนหัว หรือเป็นลมในระหว่างการรอคอยในบริเวณงาน

พลังแห่งศรัทธาจากประชาชน

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งคือการตอบรับจากประชาชนทั่วไป เล็ก ฝันเด่น อธิบายว่ากลุ่มของเขาไม่ได้เป็นมูลนิธิ แต่เป็นกลุ่มคนที่มารวมตัวกันด้วยศรัทธาและความรัก ในตอนแรกกลุ่มได้ระดมช่วยกันซื้อน้ำดื่มมาก่อน 100 แพ็ค แต่หลังจากที่ได้ทำการถ่ายทอดสดเมื่อคืนวันก่อนหน้า ประชาชนที่ต้องการบริจาคน้ำดื่มก็ไม่ได้โอนเงินมา แต่ติดต่อกับร้านที่รู้จักเพื่อให้ส่งมาที่จุดบริการโดยตรง ภายในคืนเดียวน้ำดื่มเพิ่มขึ้นจาก 100 แพ็คเป็น 350 แพ็ค และเมื่อถึงตอนบ่ายก็มีน้ำดื่มมากถึง 800 แพ็คแล้ว ยังไม่รวมขนมและน้ำผลไม้ที่มีผู้มาบริจาคเพิ่มเติม

ทั้งหมดนี้เกิดจากแรงแห่งศรัทธาและความรักที่มีต่อสถาบัน ทุกคนมีหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะมาถึงไม่ได้ แต่สามารถสนับสนุนในรูปแบบของการบริจาคสิ่งของมาให้ผ่านกลุ่มจิตอาสา หน้าที่ของเล็ก ฝันเด่น และทีมงานก็คือการดูแลสิ่งของที่ทุกคนช่วยกันส่งมา และจัดสรรแจกจ่ายให้เป็นไปอย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพที่สุด

ความใส่ใจในรายละเอียด

เล็ก ฝันเด่น ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยของอาหารที่แจกจ่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีมวลชนจำนวนมากมาร่วมงาน เขาจึงเลือกที่จะไม่แจกอาหารกล่องมากนัก เพราะกังวลว่าอากาศที่ร้อนอาจทำให้อาหารเน่าเสียและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้นจึงเน้นไปที่อาหารที่เป็นแพ็คเกจที่ผลิตออกมาแล้ว ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็เป็นไปตามมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยและถูกปากแน่นอน

การวางแผนระยะยาวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เนื่องจากงานพระราชพิธีนั้นจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีเต็ม และในแต่ละเดือนแต่ละวาระจะมีความสำคัญของวันที่แตกต่างกันออกไป ประชาชนจึงต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เล็ก ฝันเด่น ย้อนไปถึงช่วงงานพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่เขาอยู่ตลอดยาวจนครบทุกพิธี จึงทำให้เข้าใจดีว่าต้องวางโครงสร้างอย่างไรและจะบริการประชาชนในรูปแบบไหนได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการแจกขนม ยาดม ผ้าเย็น หรือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ดูแลจิตอาสาจากต่างจังหวัด

อีกหนึ่งความท้าทายคือการจัดการและดูแลจิตอาสาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด แม้ว่าจะมีจิตอาสาอยู่ทั่วไปในกรุงเทพมหานครแล้ว แต่จิตอาสาในกลุ่มของเล็ก ฝันเด่น ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด ซึ่งพวกเขาจะมาผลัดเปลี่ยนกันดูแลประชาชนเป็นช่วงๆ โดยจะติดต่อมาบอกเล็ก ฝันเด่น ว่าจะสามารถเข้าพื้นที่อยู่ได้กี่วัน แม้ว่ากลุ่มจะไม่มีที่พักให้ แต่ก็มีฐานและมีตัวแทนในการรายงานเข้าไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าขณะนี้มีกำลังคนอยู่เท่าไหร่ มาจากหน่วยไหนบ้าง เปรียบเสมือนการให้จิตอาสาจากต่างถิ่นที่เข้ามามีคนคอยดูแลอยู่ในเมืองหลวง

ความน่ารักของคนไทยที่มาเป็นจิตอาสาในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เล็ก ฝันเด่น เห็นมายาวนานแล้ว แต่ในรูปธรรมที่เห็นอย่างชัดเจนที่สุดก็ย้อนกลับไปถึงงานพระราชพิธีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่มีทั้งจิตอาสาที่ขับรถมอเตอร์ไซค์มา รถส่วนตัว หรือมารวมกลุ่มกันเพื่อมาแจกของ นี่คือความรู้สึกที่ว่าเมื่อใจยังเป็นคนไทย แม้จะรบราฆ่าฟันด่าทอกันในปกติ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นกระทบกระเทือนต่อจิตใจของส่วนรวม คนไทยจะกลับมารวมตัวกันได้เสมอ

ไม่เคยมาเพื่อโหนกระแส แต่ทำเพราะรักและเคารพจริงใจ

เมื่อถูกถามถึงความคิดเห็นของคนที่มองว่าการมาเป็นจิตอาสาในครั้งนี้เป็นการโหนกระแส เล็ก ฝันเด่น ตอบอย่างมั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจของเขาเสมอ และบางครั้งการอธิบายเป็นคำพูดนั้นยากมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเข้าใจดีอยู่เสมอว่าการแสดงออกของคนในปัจจุบันนี้อาจจะไม่เหมือนกัน โดยสภาวะหลายอย่างก็ไม่ควรที่จะตัดสินกัน บางคนที่ไม่มาร่วมงานก็ไม่ได้แปลว่าไม่รักหรือไม่เคารพ มันมีบริบทที่แตกต่างกัน บางคนรักมากจนร้องไห้ แต่ไม่ยอมไปไหนเลย เพราะกลัวทำใจไม่ได้ เราไม่ควรไปตัดสินแทนกัน แต่ต้องยอมรับและเข้าใจ

หากมองในแง่มุมของคนที่มีอคติก็จะมองเห็นในอีกมุมหนึ่ง แต่ถ้ามองในมุมของคนที่เป็นผู้แสดงออกซึ่งความรักมาโดยตลอดก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง การที่เล็ก ฝันเด่น มายืนอยู่ ณ จุดนี้ในหลายงานหลายสภาวะ บางคนอาจจะถามว่ามาโหนกระแสหรือเปล่า แต่เขาบอกว่าตั้งแต่คลานจนเดินได้ เขาได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าพระราชกรณียกิจ หรือถ้าใช้ศัพท์ของคนธรรมดาก็คือการทำงาน การทำงานและผลลัพธ์ที่ออกมานั้นทำให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าการกระทำอย่างจริงใจ คนเราอาจจะโกหกใครได้ แต่โกหกตัวเองว่าอยากจะทำบางสิ่งได้แค่แป๊บเดียวจริงๆ ไม่มีใครที่จะโกหกตั้งแต่เริ่มจนตัวเองสิ้นสุดลมหายใจได้

ยืนหยัดบนความเชื่อของตนเอง

สำหรับคอมเมนต์ที่มีอคติต่างๆ เล็ก ฝันเด่น บอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะทุกคนอยู่ในโลกประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดและคิดอะไรก็ตามแต่ สามารถแสดงความรู้สึกของตัวเองได้เต็มที่ เพราะมันเป็นจุดที่สามารถแสดงออกได้อยู่แล้ว เมื่อมองมาในจุดของเขา เขาก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นกัน เมื่อทุกคนชัดเจน ความชัดเจนก็ต่างคนต่างชัดเจน ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องมาบอกว่าใครชัดเจนกว่าใคร

ในเมื่อต่างคนต่างเรียกร้องว่าทุกคนเท่ากัน แล้วทำไมความไม่เท่ากันถึงอยู่ที่ปากของคน เมื่อเห็นเขารักในหลวง รักพระราชินี รักระบบกษัตริย์มาก กลายเป็นมีคนมาชี้หน้าว่าเขาไม่ดี แต่เขาเลือกที่จะไม่ชี้กลับไป คนที่มาคอมเมนต์ในทางลบก็บล็อกหรือลบไป เพราะมันไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่สิ่งที่เขาทำอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายโดยรวม เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายในการที่จะรักสถาบัน รักชาติ คลั่งชาติ เขาจึงจะอยู่ตรงนี้และทำสุดแรงกำลังที่จะช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด

จะเป็นจิตอาสาต่อไปจนหมดลมหายใจ

ด้วยโลโก้ของกลุ่ม “ใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” ที่มีเลข 9 และหัวใจเป็นสัญลักษณ์ เล็ก ฝันเด่น อธิบายว่าโลโก้นี้ถูกออกแบบมาจากสิ่งที่พวกเขาได้เห็น ได้สัมผัส และได้รู้สึก มันไม่ได้ออกมาจาก AI หรือการคิดแบบผิวเผิน แต่ถูกออกแบบมาจากการเขียนด้วยกระดาษปากกาจนมาเป็นรูปแบบนี้ และกว่าจะมาเป็นรูปนี้เขาได้ดำเนินภารกิจมาแล้ว 13 ปีก่อนที่จะมีรูปแบบนี้ มันจึงมีโครงสร้างของความรู้สึกในการก่อสร้างรูปแบบของการเป็นจิตอาสา

แฮชแท็กอย่าง #อาสาของพระราชา #อาสาของพระราชินี หรือ #อาสาของแผ่นดิน ไม่ใช่คำที่เป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองโหนหรืออวดอ้าง เพราะเขาจะไม่สวมชุดมาสคอตเพื่อบอกว่าตัวเองแข็งแกร่ง เขาจะเป็นคนตัวผอมๆ อย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ เขาจะไม่ทำอะไรที่โกหกตัวเอง เพราะรู้ว่าเวลาที่น้ำตาไหลออกมาโดยที่โดนคนชี้หน้าว่าโกหกมันไม่คุ้มค่า ถ้าเขาชัดเจน ถ้าวันที่เขาตายเขาก็ยังชัดเจนอยู่ คนก็จะว่ากันไป ทุกคนมีสิทธิ์ แต่อย่าทำร้ายกันด้วยคำว่าสิทธิ์ของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น

มันไม่มีอะไรดีไปกว่าสิ่งที่เราเป็น รักใครก็รักมัน ไม่ชอบก็ไม่ต้องมอง ต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะยังเป็นจิตอาสาต่อไปด้วย มีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย มีกำลังใจก็ให้ บางทีหมดแล้วแรงก็ไม่เหลือ แต่ก็ยังมีคำว่า “สู้” อยู่เสมอ

ประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตเป๋ไปตอนพระราชพิธีรัชกาลที่ 9

เล็ก ฝันเด่น เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตว่าคนเรามีแรงยึดเหนี่ยวมาโดยตลอด การเป็นอาสาของพระราชา ทำอะไรก็มีคำสอนของพระองค์ท่าน เขาได้เรียนรู้การกระทำจากที่พระองค์ท่านทำให้เห็น และได้ไปทำรายการซึ่งได้เจอคนที่เขียนจดหมายฉบับแรกถึงในหลวง ได้นั่งคุยกับเขา ได้เจอกับหลายๆ คน ซึ่งมันฝังใจมาก ถ้าเรียนรู้แค่ภาพที่เห็นจากรูปถ่ายอาจจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง แต่เผอิญเขาได้ยินเพราะได้ไปทำรายการประโยชน์สุขของแผ่นดิน

ชาวบ้านที่เขาพบจะไม่มีทางโกหกเขา และไม่ใช่แค่คนเดียว ความเจริญไม่ได้เกิดแค่คนนั้นๆ ที่อยู่ในรูปของพระองค์ท่าน แต่ในอนาคตบริเวณนั้นก็มีธนาคารมะนาว และโครงการต่างๆ มากมาย ในเมื่อทุกคนบอกว่ามีสติ มีสมอง เขาก็มีเช่นกัน การไตร่ตรองเกิดจากการเห็น การฟัง ไม่ใช่แค่หูตามัว สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเห็นว่าของจริงเป็นอย่างไร

วันที่ 13 ตุลาคม วันที่เขาเป๋ไป ก่อนหน้านั้นประมาณ 4 วันมีข่าวสะพัดมาตลอด ขณะนั้นเขากำลังทำโครงการหาเงินไปมอบให้ช้างที่กุยบุรี ระหว่างทางกลับมาข่าวเริ่มไม่ค่อยดี เขามานั่งรออยู่หน้าวังไกลกังวลตอน 5 โมงเย็น คนก็เริ่มมา แต่พอประกาศจากสำนักพระราชวัง เหมือนเราจุดเทียนแล้วเหลือแค่ตรงปลาย แล้วอยู่ดีๆ เหมือนมีคนเดินมาเป่า มันหมดเลย แล้วจะทำเพื่อใครต่อ การช่วยคนเพราะว่าพ่อบอกว่าอยู่กับเรา ไม่มีอะไรนอกจากความสุขร่วมกัน เมื่อคิดแบบสามัญชนคนธรรมดา ไม่มีพ่อจะทำให้ใคร

เขาเป๋ไปจริงๆ แทบจะหยุดโครงการไปเลย คนที่บ้านถามว่าทำไมไม่ไป เขาก็บอกว่าขอดูก่อน มันหมดเลย แต่พอพักไปสักพักหนึ่งมีคำว่า “เสียใจได้แต่อย่าละทิ้งหน้าที่” ข้อความนั้นทำให้เขาฟื้นกลับมาใหม่

คำปฏิญาณที่ไม่มีวันกลืนกลับ

เล็ก ฝันเด่น บอกว่าเขาไม่ใช่ทหาร อาจจะเป็นแค่ทหารเกณฑ์ แต่คำปฏิญาณที่เกิดขึ้นนั้นยังฝังอยู่คือสัจจะทางคำพูด เขาปฏิญาณตนไปแล้วว่าจะดูแลประชาชนของพระองค์เท่าที่จะทำได้ ถ้าเกิดจะกลืนน้ำลาย เขาทำไม่ได้ เขาจะเลิกทำก็ต่อเมื่อลมหายใจที่มีอยู่มันหมดไป มันไม่มีร่างกายที่จะไปช่วยคนได้แล้ว ก็จะเหลือแค่จิตวิญญาณที่ล่องลอย แต่จะไม่ให้จิตวิญญาณสุดท้ายบอกว่ารู้งี้ทำอย่างนั้นดีกว่า มันไม่คุ้มกับคำปฏิญาณ เขาจะทำให้มันศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยตัวของเขาเอง

พระพันปีหลวงจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยตลอดไป

เมื่อถูกถามถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เล็ก ฝันเด่น กล่าวว่าพระองค์ท่านทำหลากหลายมากในพระราชกรณียกิจ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม โครงการน้ำ หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่เขามองภาพรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นคือรอยยิ้มของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือพระราชินี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีแรงเพราะพระราชินี เมื่อรักพ่อก็ต้องรักแม่ เพราะพ่อยังต้องได้พลังมาจากแม่เลย

นี่คือภาพรวมที่ทำให้เรารู้สึกว่าพระราชกรณียกิจคือส่วนประกอบที่พระองค์ท่านทำ แต่ในความลึกซึ้งต่อคำพูดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่า “รอยยิ้มของฉันคือพระราชินี” มันมีค่ามาก มันเป็นคำที่ท่านกลั่นกรองมาแล้ว แสดงว่าพระราชินีมีความสำคัญมาก

เราไม่รู้หรอกว่าโครงการพระราชดำริมากมายที่บอกว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 บางทีพระราชินีอาจจะมีมุมมองที่ละเอียดอ่อนของผู้หญิงอยู่ด้วยก็ได้ เราไม่รู้ในเบื้องลึก แต่เล็ก ฝันเด่น มองว่าต้องมีแน่นอน แต่เหนือสิ่งใด โครงการพระราชดำริเกิดขึ้นได้จากพลังใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พลังจากใคร ได้จากพระราชินี ได้จากพสกนิกร นี่คือคำตอบที่เขาให้ได้จากใจที่รู้สึกมาโดยตลอด

บทสรุป

เรื่องราวของ “เล็ก ฝันเด่น จรรยาธนากร” จิตอาสาผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความรักและความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะมีคนมองอย่างไร เขายังคงยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อและจะเดินหน้าต่อไปในฐานะจิตอาสาจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง การกระทำของเขาไม่ได้มาจากการโหนกระแส แต่มาจากความรู้สึกที่แท้จริงที่ได้เห็นและสัมผัสมาตั้งแต่เด็ก จากพระราชกรณียกิจที่ทุกพระองค์ได้ทรงทำมาเพื่อประชาชน

การที่เขาเลือกที่จะอุทิศตนเป็นจิตอาสาในทุกพิธีการสำคัญของชาติ พร้อมด้วยทีมงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา แสดงให้เห็นถึงพลังของความรักที่มีต่อแผ่นดินและสถาบัน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังว่า การรักชาติ รักสถาบันนั้นไม่จำเป็นต้องพูดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแสดงออกด้วยการกระทำที่จริงใจและต่อเนื่อง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคนตลอดไป และจิตอาสาอย่างเล็ก ฝันเด่น ก็จะยังคงอยู่เคียงข้างและดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่านต่อไป ตราบจนกว่าจะหมดลมหายใจ เพราะนี่คือคำปฏิญาณที่ไม่มีวันกลืนกลับ และเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อแผ่นดินอย่างแท้จริง