หากคุณเคยคิดว่าการพูดถึงความยั่งยืนในอินเดียเป็นเพียงแค่คำสวยหรูที่นักการเมืองชอบพูดในงานประชุมระดับโลก คุณอาจต้องคิดใหม่ เพราะอินเดียกำลังเปลี่ยนเกมของตัวเอง จากประเทศที่เคยพูดถึงแต่ “เจตนารมณ์” ในการรักษาสิ่งแวดล้อม มาสู่การลงมือทำจริงด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรม และผลตอบแทนระยะยาวที่วัดผลได้
ในงาน Wharton India Economic Forum ครั้งที่ 30 ที่เพิ่งจัดขึ้นที่โรงแรม The St Regis Mumbai เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการเงินจากหลากหลายสาขาได้มารวมตัวกันเพื่อหารือถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอินเดีย นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจาก “การทดลอง” สู่ “การปฏิบัติ” จริงในเรื่องความยั่งยืน
การพูดคุยในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรบมือให้กับแนวคิดสีเขียว แต่เป็นการเปิดโปงความจริงที่ว่า ความยั่งยืนในอินเดียจะไม่เกิดขึ้นจริงหากไม่มีความคุ้มทุน ไม่สามารถขยายขนาดได้ และไม่มีแรงกดดันจากกฎระเบียบที่เข้มงวด
จากฝันสู่ความจริง: เมื่อความยั่งยืนต้องทำกำไรได้
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียเต็มไปด้วยสตาร์ทอัพที่พยายามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ นักนโยบายที่ประกาศเป้าหมายสีเขียวอย่างมั่นใจ และนักลงทุนที่คอยค้นหาโอกาสทางธุรกิจที่น่าตื่นเตั้น แต่ตามคำกล่าวของ สมีร์ ชาห์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Peak Sustainability Ventures ยุคนั้นกำลังจะสิ้นสุดลง
“เราต้องมองหาบริษัทที่สามารถขยายขนาดได้จริง และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด” ชาห์กล่าวพร้อมเตือนว่า โครงการนำร่องและแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มไม่ว่าจะมีนวัตกรรมแค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการปล่อยมลพิษของอินเดียได้อย่างแท้จริง
เขาอธิบายว่าการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศเป็น “หนึ่งในความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุด มีความเชื่อมโยงกันมากมาย และครอบคลุมหลายชั่วอายุคน” ความเร่งด่วนเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันผลกระทบที่แท้จริง โดยเฉพาะในประเทศขนาดใหญ่อย่างอินเดีย ที่ต้องการแนวทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปใช้ได้กับมวลชน และมีความทนทานในระยะยาว
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันคือ อินเดียไม่มีความหรูหราที่จะรอคอยเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่ต้องการคือแนวทางแก้ปัญหาที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง มีความเสถียร และที่สำคัญที่สุดคือต้องสามารถขยายขนาดได้อย่างรวดเร็ว
ขยายหรือตาย: ทำไมโครงการเล็ก ๆ จึงไม่เพียงพอ
นวล ไซนี หุ้นส่วนผู้จัดการของ Brookfield ได้เสริมมุมมองนี้จากมุมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอินเดียไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทีละชิ้นส่วน
“ในระดับนี้ คุณไม่ได้สร้างเพื่อความสมบูรณ์แบบ คุณสร้างเพื่อการนำไปใช้จริง” เขากล่าวโดยเน้นว่าความสามารถในการจัดหาเงินทุนและศักยภาพในการดำเนินการมีความสำคัญเท่ากับเทคโนโลยีเองทีเดียว
“อินเดียไม่มีความหรูหราสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่ช้า ๆ” เขาเสริม “เราต้องการแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้งานได้ในระดับใหญ่ รวดเร็ว และเชื่อถือได้”
มุมมองนี้สะท้อนความท้าทายที่แท้จริงของอินเดีย ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องการการพัฒนาอย่างมหาศาล การแก้ปัญหาที่ดีต้องสามารถตอบโจทย์ได้ในระดับประเทศ ไม่ใช่แค่ในห้องทดลองหรือโครงการนำร่อง
ชาห์เสริมว่า “ในอินเดีย หากสิ่งใดไม่สามารถขยายขนาดได้ มันก็ไม่มีความสำคัญ” ความพยายามที่กระจัดกระจายอาจทำให้เสียเวลาในทศวรรษที่ความเร็วมีความสำคัญเป็นอย่างมาก การเน้นย้ำจึงต้องเปลี่ยนไปที่แพลตฟอร์มและธุรกิจที่สามารถสร้างผลกระทบข้ามผู้ใช้หลายล้านคนและระบบทางกายภาพขนาดใหญ่
ปัญหาของพลังงานหมุนเวียน: ไฟไหม้ตอนกลางคืนได้หรือเปล่า?
หนึ่งในข้อกังวลที่มักถูกนำมากล่าวถึงเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนคือความไม่ต่อเนื่อง พลังงานแสงอาทิตย์หยุดผลิตในตอนกลางคืนและเมื่อฟ้าครึ้ม พลังงานลมก็มีความผันผวนตามสภาพอากาศ ต่างจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตามต้องการ
สำหรับระบบไฟฟ้าของอินเดียที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ความผันผวนสร้างความท้าทายในการดำเนินงาน ระบบไฟฟ้าต้องสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ได้ตลอดเวลา หากการผลิตตกลงอย่างกะทันหันและไม่มีระบบสำรอง อาจนำไปสู่ความไม่เสถียร ไฟดับ หรือความจำเป็นในการใช้พลังงานฉุกเฉินที่มีราคาแพง
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความไม่ต่อเนื่องจึงเป็นหนึ่งในข้อจำกัดทางเทคนิคหลักต่อความมุ่งมั่นด้านพลังงานสะอาดของอินเดียมาโดยตลอด
แต่ไซนีมองว่านี่เป็นปัญหาชั่วคราวมากกว่าปัญหาโครงสร้าง “ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของพลังงานแสงอาทิตย์เป็นปัญหาที่ไม่ต่อเนื่อง มันจะได้รับการแก้ไข” เขากล่าวโดยเน้นว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีแทนที่จะเป็นอุดมการณ์จะเป็นตัวแก้ไขข้อกังวลเรื่องความเชื่อถือได้ “สิ่งที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันในตอนนี้คือแบตเตอรี่” เขาเสริม พร้อมชี้ไปที่ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการจัดเก็บพลังงานที่กำลังเปลี่ยนพลวัตของระบบไฟฟ้า
แบตเตอรี่: ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้
แบตเตอรี่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมส่วนเกินเมื่อการผลิตสูง และปล่อยออกมาเมื่อการผลิตลดลงหรือความต้องการเพิ่มขึ้น สิ่งนี้ช่วยให้พลังงานหมุนเวียนทำงานได้คล้ายกับพลังงานแบบดั้งเดิมที่สามารถควบคุมได้
ในอินเดีย แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกำลังถูกนำไปใช้ในระดับโครงข่ายไฟฟ้าแล้ว การจัดเก็บพลังงานด้วยการสูบน้ำขึ้นเขื่อน ซึ่งใช้พลังงานส่วนเกินในการสูบน้ำขึ้นไปบนเนินเขาแล้วปล่อยลงมาทีหลัง กำลังเป็นอีกหนึ่งแนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญ เทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานระยะยาวก็กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเช่นกัน
เมื่อต้นทุนการจัดเก็บพลังงานลดลง พลังงานหมุนเวียนก็มีความเชื่อถือได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ลดความจำเป็นในการใช้ถ่านหินหรือก๊าซเป็นพลังงานสำรอง ชาห์เสริมประเด็นนี้โดยสังเกตว่าในการอภิปรายสาธารณะ “ความไม่ต่อเนื่อง” มักถูกพูดเกินจริง “ทุกระบบพลังงานมีข้อจำกัด คำถามคือคุณสามารถออกแบบวิศวกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นในระดับใหญ่ได้หรือไม่” เขากล่าว
มุกุนด์ ราจัน ประธานของ One Planet Partners เสริมว่าการจัดเก็บพลังงานจะเปลี่ยนรูปแบบการประเมินความเสี่ยงด้วย เมื่อโครงข่ายไฟฟ้ามีความเสถียร เขากล่าวว่าพลังงานหมุนเวียนจะถูกมองมากขึ้นว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้มากกว่าสินทรัพย์ทดลอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดหาเงินทุนเมื่อเวลาผ่านไป
จากพลังงานสะอาดสู่ธุรกิจยั่งยืนแบบครบวงจร
ความยั่งยืนในอินเดียไม่ได้จำกัดอยู่แค่โครงการพลังงานหมุนเวียนอีกต่อไป มันกำลังถูกถักทอเข้าไปในโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และการเกษตร ขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบมากพอ ๆ กับแรงผลักดันจากตลาด
“พลังงานแสงอาทิตย์และความยั่งยืนไม่ใช่แนวตั้งแต่เป็นแนวนอน” สมีร์ ชาห์กล่าว
กฎระเบียบได้กลายเป็นแรงสำคัญที่ผลักดันการบูรณาการแนวนอนนี้ “บริษัทต่าง ๆ มักจะเคลื่อนไหวอย่างลังเลใจเว้นแต่จะมี ‘ไม้เรียว’ มากกว่านี้นิดหน่อย” มุกุนด์ ราจันกล่าว “แต่ข่าวดีก็คือ อินเดียได้มอบทั้ง ‘ไม้เรียว’ และ ‘แครอท'”
ในความเป็นจริง รัฐบาลอินเดียได้ออกนโยบายที่หลากหลาย ตั้งแต่การจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงข้อกำหนดที่บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผสมผสานระหว่างแรงจูงใจและบทลงโทษนี้กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว
เมื่อธนาคารเริ่มเชื่อในพลังงานสีเขียว
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันคือบทบาทของภาคการเงิน เมื่อก่อนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนหรือโครงการสีเขียวมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลง
ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ลดลง และกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น ธนาคารและกองทุนลงทุนเริ่มมองว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้
ไซนีกล่าวว่า “เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในวิธีที่สถาบันการเงินประเมินโครงการพลังงานหมุนเวียน พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นการทดลองอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเชื่อถือได้”
การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญมาก เพราะหมายความว่าอินเดียจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ขึ้น มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่อกว่า และมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้เร็วขึ้น
ภาคเกษตร: อีกด่านหน้าของการเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าการพูดคุยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่พลังงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงบทบาทของภาคเกษตรในการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนของอินเดียด้วย
อินเดียเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเกษตรกรนับร้อยล้านคนที่พึ่งพาการเกษตรเป็นรายได้หลัก ภาคการเกษตรไม่เพียงแต่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ แต่ยังเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องมือเกษตรที่มีประสิทธิภาพ หรือวิธีการทำเกษตรที่ลดการปล่อยมลพิษ จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้อินเดียบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ความท้าทายที่ยังคงอยู่: เส้นทางยังไกล
แม้จะมีความคืบหน้าที่น่าชื่นใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนก็ยอมรับว่ายังมีความท้าทายมากมายที่อินเดียต้องเผชิญ
ปัญหาการจัดหาเงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับโครงการขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้ว่าโครงการขนาดใหญ่จะเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น แต่สตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังคงประสบปัญหาในการระดมทุน
โครงสร้างพื้นฐานยังต้องการการพัฒนาอย่างมาก โครงข่ายไฟฟ้าของอินเดียยังต้องการการอัพเกรดเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้น ถนน ท่าเรือ และโรงงานผลิตล้วนต้องการการลงทุนเพิ่มเติม
ทักษะและความรู้ของบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งประเด็น อินเดียต้องการวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้จัดการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสีเขียว การศึกษาและการฝึกอบรมจึงเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
แล้วต่อจากนี้ล่ะ? อนาคตที่กำลังมาถึง
ทั้งหมดนี้ชี้ไปที่ข้อสรุปเดียว อินเดียกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน ความแตกต่างระหว่างการพูดกับการทำกำลังถูกลบเลือนลง และสิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษหน้าจะกำหนดว่าอินเดียจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้หรือไม่
สิ่งที่ชัดเจนก็คือความยั่งยืนในอินเดียไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์อีกต่อไป มันเป็นเรื่องของการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และผลตอบแทนที่วัดผลได้ เมื่อธุรกิจเริ่มเห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาระหน้าที่แต่เป็นโอกาสในการทำกำไร เมื่อรัฐบาลใช้ทั้ง “แครอท” และ “ไม้เรียว” อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนทำให้พลังงานสีเขียวมีความเชื่อถือได้และคุ้มค่า อนาคตของอินเดียก็กำลังเปลี่ยนจากสีเทาสู่สีเขียวอย่างแท้จริง
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามคนจบการพูดคุยด้วยความหวังอันเข้มแข็ง พวกเขาเชื่อว่าอินเดียมีทุกอย่างที่จำเป็น ทั้งทรัพยากรมนุษย์ ความต้องการในตลาด และความมุ่งมั่นทางการเมือง สิ่งที่ขาดคืออะไร คือการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและความสามารถในการขยายขนาดอย่างรวดเร็ว
บทสรุป: เมื่ออินเดียพิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่ฝัน
การประชุม Wharton India Economic Forum ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การพูดคุยเชิงทฤษฎี แต่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริงในอินเดีย จากประเทศที่เคยมีชื่อเสียงในเรื่องมลพิษและการพึ่งพาถ่านหิน อินเดียกำลังพยายามพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนสามารถทำได้จริงแม้ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรมหาศาล
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในวิธีคิด อินเดียไม่ได้พยายามเลียนแบบตะวันตกหรือตามกระแสโลก แต่กำลังหาวิธีของตัวเอง วิธีที่สมดุลระหว่างความต้องการทางเศรษฐกิจกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีที่ใช้ประโยชน์จากขนาดของตนเองเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าข้อจำกัด
สำหรับคนไทยที่สนใจในเรื่องความยั่งยืนหรือกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ ประสบการณ์ของอินเดียอาจเป็นบทเรียนที่มีค่า มันแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี นโยบาย และสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่คำประกาศหรือเป้าหมายที่ดูดี
และที่สำคัญที่สุด มันพิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่คำสวยหรูหรือกระแสที่กำลังมาแรง แต่เป็นความจำเป็นเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจที่แท้จริง ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรง ประเทศที่สามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้เร็วและมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ชนะในเกมระยะยาว
อินเดียกำลังพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้แค่เล่นเกมนี้ แต่กำลังเปลี่ยนกติกาของมันเอง