สหรัฐฯ จี้อินเดียด้วยภาษีหนัก จนน้ำมันรัสเซียในตลาดอินเดียพังถล่ม! แต่ยุโรปกลับเงียบเพื่อข้อตกลงการค้ามหึมา

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจ และอินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการตัดทอนแหล่งรายได้ของรัสเซีย เรื่องราวของการกดดันทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกกับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายภาษีศุลกากร และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่

เบื้องหลังสงครามน้ำมันและการเมือง: อินเดียติดกับดักระหว่างสองมหาอำนาจ

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออินเดียในกรณีที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ได้ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากรัสเซียลดลงอย่างมหาศาล เขาอธิบายว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ของนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่สามารถบีบให้อินเดียเปลี่ยนทิศทางการค้าได้สำเร็จ

ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 น้ำมันรัสเซียคิดเป็นเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดีย แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น สัดส่วนนี้กระโดดพุ่งขึ้นไปถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการใช้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียได้รับผลกำไรอันมหาศาลจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาด จากนั้นกลั่นและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดโลก รวมถึงยุโรปด้วย เบสเซนต์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การประชดประชันและความโง่เขลาสุดขีด” เมื่อยุโรปที่อ้างว่าต่อต้านรัสเซีย กลับกลายเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นจากน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดีย “พวกเขากำลังให้เงินทุนสงครามกับตัวเองเอง” เขากล่าวอย่างชัดเจน

ยุโรปปิดหูปิดตาไม่ยอมกดดันอินเดีย: ทุกอย่างเพราะข้อตกลงการค้ามหึมา

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเปิดเผยของเบสเซนต์ที่ว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดีย เหตุผลหลักก็คือ ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียเพื่อให้สามารถสรุปข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย

เบสเซนต์เรียกพันธมิตรยุโรปเหล่านี้ว่าเป็นพวก “ชอบแสดงคุณธรรมเพื่อภาพลักษณ์” (virtue signalling) ที่ปากพูดต่อต้านรัสเซีย แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง การเจรจาการค้าระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยปิดการเจรจาได้เกือบ 20 บทจาก 24 บททั้งหมด และมีเป้าหมายจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

ข้อตกลงการค้าระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรปนี้มีความสำคัญอย่างมหาศาลต่อทั้งสองฝ่าย อินเดียมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่สหภาพยุโรปก็กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาจีนและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง

การที่ยุโรปเลือกที่จะไม่กดดันอินเดียในประเด็นน้ำมันรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของการเมืองระหว่างประเทศว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมักมีน้ำหนักมากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง แม้ว่ายุโรปจะประกาศตัวเป็นผู้นำในการต่อต้านรัสเซียและสนับสนุนยูเครน แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างการลงโทษอินเดียกับการได้ข้อตกลงการค้ามหึมา พวกเขาเลือกหลังอย่างไม่ลังเล

กลยุทธ์การกดดันของสหรัฐฯ: จากภาษีสู่การคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซีย

สหรัฐอเมริกาไม่ได้หยุดแค่การกำหนดภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดียเท่านั้น วอชิงตันยังได้ขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังบริษัทน้ำมันรัสเซียขนาดใหญ่สองแห่ง คือ โรสเนฟต์ (Rosneft) และลูคอยล์ (Lukoil) เพื่อทำลายความสามารถของมอสโกในการหาเงินทุนสำหรับเครื่องจักรสงคราม

นอกจากนี้ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ลินด์เซย์ เกรแฮม ได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้อนุมัติ “ร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย” ที่เสนอภาษีสูงถึง 500 เปอร์เซ็นต์ต่อ “สินค้าและบริการทั้งหมด” ที่นำเข้าจากประเทศที่ “ตั้งใจมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน” ผลิตภัณฑ์ “ยูเรเนียมและปิโตรเลียม” ที่มาจากรัสเซีย

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการตัดแหล่งรายได้ของรัสเซีย แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญอย่างอินเดีย ซึ่งถือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นประเทศสำคัญในการต่อต้านอิทธิพลของจีน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง: ตัวเลขการค้าพูดแทนคำ

ข้อมูลการค้าอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า มาตรการของสหรัฐฯ ได้ผลจริง การนำเข้าสินค้าของอินเดียจากรัสเซียลดลงมากกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคมปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าของนิวเดลีจากวอชิงตันกระโดดขึ้น 62 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นผลโดยตรงจากการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความพยายามของอินเดียในการปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษหนักขึ้น บริษัทโรงกลั่นน้ำมันของรัฐบาลอินเดียได้ลงนามในข้อตกลงหนึ่งปีสำหรับการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากสหรัฐอเมริกา เป็นการแสดงเจตนาที่ชัดเจนในการเลื่อนจากรัสเซียมาหาสหรัฐฯ

นอกจากนี้ อินเดียยังได้เปิดประตูภาคพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อรองรับการผลักดันของรัฐบาลทรัมป์ในการขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่และการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อินเดียกำลังพยายามปรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดแรงกดดันและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ

อินเดีย: “ลูกแข็งที่ยากจะแตก” แต่ก็เริ่มยอมเปิดใจ

เจมีสัน กรีร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้กล่าวในการรับฟังความเห็นของวุฒิสภาที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนธันวาคมว่า สหรัฐฯ ได้รับข้อเสนอ “ที่ดีที่สุด” จากอินเดีย โดยเสริมว่า อินเดียเป็น “ลูกแข็งที่ยากจะแตก” เนื่องจากความต้านทานของอินเดียต่อการนำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรของสหรัฐฯ

ประเด็นการเกษตรนี้เป็นจุดขัดแย้งสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดียมาอย่างยาวนาน อินเดียเป็นประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่มีเกษตรกรหลายร้อยล้านคน รัฐบาลอินเดียจึงต้องระมัดระวังอย่างมากในการเปิดตลาดเกษตรให้กับต่างชาติ เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรท้องถิ่นและเสถียรภาพทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ความกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเริ่มทำให้อินเดีย “อ่อนตัว” ลงบ้าง การที่กรีร์กล่าวว่า อินเดียเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุด แสดงว่าอินเดียกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องเกษตรกรในประเทศกับการเปิดรับโอกาสทางการค้ากับมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ

บทเรียนสำหรับไทยและอาเซียน: อินเดียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

เรื่องราวของอินเดียที่ถูกจับกุมกลางสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจโลก เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน

ประการแรก มันแสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรมหาศาลและเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อินเดียก็ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ได้ การพึ่งพาทางเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

ประการที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์หรือคุณค่าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การที่ยุโรปเลือกที่จะไม่กดดันอินเดียเพื่อข้อตกลงการค้า แสดงให้เห็นว่า แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดก็อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ประการที่สาม ความสามารถในการเจรจาต่อรองของประเทศขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดและความสำคัญเชิงกลยุทธ์ อินเดียสามารถต้านทานแรงกดดันจากสหรัฐฯ ได้นานพอสมควร เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นประเทศสำคัญในการสร้างสมดุลกับจีนในเอเชีย ประเทศขนาดเล็กอาจไม่มีพื้นที่ในการต่อรองเท่านี้

สำหรับไทย การเรียนรู้จากกรณีของอินเดียหมายความว่า เราต้องสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับหลายประเทศ และไม่พึ่งพาแหล่งเดียวมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นในด้านพลังงาน เทคโนโลยี หรือการค้า

โอกาสและความเสี่ยงในอนาคตสำหรับอินเดีย

แม้ว่าอินเดียจะต้องยอมปรับตัวภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่สถานการณ์นี้ก็เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับอินเดียเช่นกัน ข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปที่กำลังจะสรุปลงได้ จะเปิดประตูสู่ตลาดที่มีอำนาจซื้อสูงมากกว่า 450 ล้านคน ธุรกิจอินเดียจะได้รับโอกาสในการขยายตัวไปยังยุโรป ขณะที่บริษัทยุโรปก็จะสามารถเข้าถึงตลาดอินเดียได้ง่ายขึ้น

การหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ แทนรัสเซีย แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และเปิดโอกาสให้อินเดียได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้นโยบายกดดันอย่างต่อเนื่อง อินเดียอาจถูกบีบให้ต้องยอมรับข้อเรียกร้องที่กระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมภายในประเทศ การสูญเสียความยืดหยุ่นในนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับรัสเซีย ก็อาจทำให้อินเดียสูญเสียทางเลือกในการดำเนินนโยบายอิสระ

นอกจากนี้ การที่ภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ตามที่เบสเซนต์กล่าวว่า “ยังคงมีหนทางในการยกเลิก” แสดงว่า สหรัฐฯ ยังคงมีอาวุธทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้กดดันอินเดียได้ต่อไป หากอินเดียไม่ปฏิบัติตามความคาดหวังของวอชิงตัน

สรุป: เกมหมากรุกทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่จบ

เรื่องราวการกดดันอินเดียด้วยภาษีศุลกากรเพื่อตัดทอนการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกปัจจุบัน ที่ซึ่งเศรษฐกิจและการเมืองพันกันอย่างแยกไม่ออก มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่พันธมิตรอย่างยุโรปก็เลือกผลประโยชน์ทางการค้าเหนือคำประกาศทางการเมือง

สำหรับคนรุ่นใหม่อายุ 18-40 ปี ที่กำลังมองหาโอกาสในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ การทำความเข้าใจพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจ การลงทุน หรือการวางแผนชีวิต

อินเดียในฐานะประเทศที่กำลังก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับความท้าทายและโอกาสพร้อมๆ กัน การที่อินเดียจะสามารถรักษาอิสรภาพในการกำหนดนโยบายและใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของตนได้อย่างไร จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย