เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ป. (บก.ปปป.) ได้ดำเนินการขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาสองรายในคดีนี้ ได้แก่ นายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรือที่เคยรู้จักในนาม พระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และอดีตเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ 74/2568 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568
ผู้ต้องหารายที่สองคือ นางสาวภูธินี ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง ที่ 75/2568 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เช่นเดียวกัน
ทั้งสองรายถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เส้นทางเงินที่เป็นปัญหา
จากการสืบสวนสอบสวนที่ละเอียดยิ่งของเจ้าหน้าที่ พบว่าการกระทำผิดเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 โดยอดีตเจ้าอาวาสได้มีการสั่งให้ พระศตยา พุ่มเดช ซึ่งเป็นพระลูกวัดของตนเองทำการเบิกถอนเงินจากบัญชีของวัดนครสวรรค์
กระบวนการยักยอกเงินเป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการที่พระศตยาได้รับคำสั่งให้เบิกถอนเงินจากบัญชีวัด จากนั้นจึงนำเงินดังกล่าวไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองก่อน ก่อนจะโอนเงินต่อเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาส จำนวนเงินที่ถูกยักยอกในขั้นตอนนี้มีมูลค่ารวมกว่า 4,100,000 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากที่เงินเข้าบัญชีของอดีตเจ้าอาวาสแล้ว ได้มีการโอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเข้าบัญชีของนางสาวภูธินี เป็นจำนวนเงินรวม 405,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์การสมคบกันยักยอกเงินวัดอย่างชัดเจน
พยานหลักฐานและการให้การ
พระศตยา พุ่มเดช ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยักยอกเงินครั้งนี้ ได้ให้การยืนยันกับเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า ตนได้รับคำสั่งโดยตรงจากอดีตเจ้าอาวาสให้ทำการเบิกถอนและโอนเงินตามที่กล่าวมาข้างต้น
นอกจากนี้ พระศตยายังเป็นพยานที่สำคัญในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับนางสาวภูธินี โดยได้ให้การว่าได้พบเห็นนางสาวภูธินีมาพบปะกับอดีตเจ้าอาวาสหลายครั้งที่วัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์พิเศษและการสมรู้ร่วมคิดในการยักยอกเงิน
การดำเนินการของวัดและการแจ้งความ
เมื่อเหตุการณ์เริ่มเป็นที่ประจักษ์ วัดนครสวรรค์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยมอบตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
การแจ้งความของวัดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของสถาบันศาสนา รวมทั้งการปกป้องทรัพย์สินที่เป็นของส่วนรวมและเงินบริจาคจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
การจับกุมและการมอบตัว
หลังจากที่ศาลออกหมายจับแล้ว เหตุการณ์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นรายงานระบุว่า อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ได้มีความกังวลเกี่ยวกับการถูกจับกุม จึงได้ประสานขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ด้วยตนเอง
ในขณะเดียวกัน นางสาวภูธินี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง ที่ 75/2568 ได้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ตามข้อหาความผิดตามมาตรา 147 และ 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
การสอบสวนเพิ่มเติมและการแถลงข่าว
หลังจากที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายได้แล้ว เจ้าหน้าที่จะนำตัวเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมที่สำนักงาน บก.ปปป. เพื่อขยายผลการสืบสวนและหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ตามรายงานของผู้สื่อข่าว คาดว่าในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จะออกมาแถลงข่าวการจับกุมในครั้งนี้ด้วยตนเอง เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนแก่สาธารณชน
ผลกระทบต่อสถาบันศาสนา
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สร้างความกังวลให้กับสังคมไทยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของสถาบันศาสนา การที่พระสงฆ์ซึ่งควรจะเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและซื่อสัตย์ กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินจำนวนมาก นับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันพระพุทธศาสนา
เงินที่ถูกยักยอกไปนั้นเป็นเงินบริจาคจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มุ่งหวังให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระพุทธศาสนาและสังคม การนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัวจึงเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน
บทเรียนและมาตรการป้องกัน
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญในการปรับปรุงระบบการตรวจสอบและควบคุมการบริหารทรัพย์สินของวัด จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการควบคุมภายในที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งการแยกแยะอำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินของวัดให้ชัดเจน
การที่มีการใช้พระลูกวัดเป็นเครื่องมือในการยักยอกเงินแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ และความจำเป็นในการมีกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระจากผู้บริหารระดับสูงของวัด
ความคืบหน้าต่อไป
คดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน และคาดว่าจะมีการขยายผลการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นหรือไม่ และเงินที่ถูกยักยอกไปมีการนำไปใช้ในกิจการใดบ้าง
การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจว่า การกระทำผิดของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งทางศาสนาจะไม่ได้รับการยกเว้นจากกระบวนการยุติธรรม และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน
สำหรับประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชน คดีนี้เป็นการเตือนใจให้ติดตามและเฝ้าระวังการใช้เงินบริจาคของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนวัดที่มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันศาสนา และประชาชน เพื่อสร้างระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป