หลังจากดราม่าเรื่องหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งถูกเปิดโปงเรื่องต่างๆ มากมาย ล่าสุดได้มีการเปิดเผยเรื่องระบบกระปุกบุญที่วางตามรถแท็กซี่ และสถานที่ต่างๆ ที่มีการแบ่งเงินบริจาคในอัตราส่วน 70-30 เปอร์เซ็นต์ โดยแท็กซี่ได้ 30% และวัดได้ 70% ซึ่งเงินบริจาคเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่านำไปใช้ซื้อที่ดินหลายพันไร่เพื่อสร้างเมืองสำหรับลูกผู้ติดเชื้อ HIV
คำเบิกความของแท็กซี่ผู้เคยเข้าร่วมโครงการ
เดี่ยว สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท็กซี่จิตอาสาที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกระปุกบุญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาถูกชักชวนเข้าร่วมโครงการนี้ผ่านสถานีวิทยุ FM 91 โดยประธานกลุ่มในขณะนั้นคือ “คุณทองคำ ร่วมรักบุญ”
ตอนแรกโครงการมีกระปุกเพียง 36 กล่อง แต่เมื่อไปนับเงินครั้งแรก เดี่ยวถึงกับตกใจเมื่อประธานประกาศว่า “ต่อไปหัก 30 เปอร์เซ็นต์นะครับ” โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตั้งแต่ต้น
“ผมถามว่าครั้งเดียวมั้ย เขาบอกหักไปเรื่อยๆ เวลาจะเอายอดเงินทั้งหมด เขาหักออก 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาประกาศเข้าสถานีวิทยุ โดยไม่พูดถึง 30 เปอร์เซ็นต์ตรงนี้” เดี่ยวเล่า
จากการสัมภาษณ์พบว่า กระปุกที่เขาวางเพียง 3 อาทิตย์ได้เงินหลายแสนบาท และเมื่อรวมทั้ง 36 กล่อง ได้เงินมากถึงหลายล้านบาท
การแพร่ขยายสู่กระปุกผี
ชณทัต ปัทะมะภูวดล ผู้ก่อตั้งเพจชณทัตลุยครับ เปิดเผยว่า ต่อมาโครงการได้ขยายตัวจนมีกระปุกหลายพันกล่อง และเกิดสิ่งที่เรียกว่า “กระปุกผี” คือกระปุกที่แท็กซี่นำไปวางตามร้านค้า ปั๊มน้ำมัน หรือสถานที่ต่างๆ โดยไม่ได้แจ้งให้วัดทราบ
“กระปุกผีจะลามไปเรื่อยๆ ตามปั๊มน้ำมัน ร้านโชว์ห่วย ร้านต่างๆ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ครับ” ชณทัตกล่าว
การดำเนินงานของโครงการนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค เนื่องจากผู้บริจาคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเงินที่ตนหยอดจะถูกหักไป 30%
เปิดเผยการใช้เงิน 30 เปอร์เซ็นต์
เดี่ยวเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาออกจากโครงการ เขาได้ทราบจากเหรัญญิกคนใกล้ชิดประธานว่า เงิน 30% ที่หักไปนั้น “เอาไปซื้อสวนมะม่วง ซื้อสวนผลไม้ที่สุพรรณ มีที่ดินมีทรัพย์สินเพิ่ม แล้วเอามาปล่อยกู้กินดอกเบี้ย”
ประธานกลุ่มเดิมที่เสียชีวิตไปแล้วในช่วงโควิด มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีรถหลายคันที่นำมาให้แท็กซี่เช่าหรือปล่อยกู้
ปฏิกิริยาของแท็กซี่ที่ไม่เข้าร่วม
ตี๋ พลิศ วีรสอน หรือแท็กซี่เทวดา ผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เขาเคยถูกชักชวนแต่ปฏิเสธเพราะ “ผู้โดยสารเขาก็เสียเงินให้เรา ใช้บริการเรา เราต้องมาเบียดเบียนเขาแบบนี้เหรอ เราไม่เอา”
เมื่อทราบเรื่องการหัก 70-30 เขาแสดงความคิดเห็นว่า “มันเป็นธุรกิจนะ ธุรกิจแล้วแหละตอนนี้”
ยง ศรชัย อีกหนึ่งคนขับแท็กซี่ที่ปฏิเสธเข้าร่วม กล่าวว่า “กลัวของเขาหายแล้วจะมาโทษเราอีก เลยตัดสินใจไม่เอาดีกว่า”
การลงพื้นที่ของผู้ช่วยรัฐมนตรี
ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ไปพบหลวงพ่ออลงกตเมื่อวานนี้ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง
จากการสัมภาษณ์ ดร.นิยมเปิดเผยว่า หลวงพ่ออลงกตยืนยันว่า “เงินที่เข้ามามันหลายสาย เหมือนกับซองกฐินผ้าป่า” และกล่าวถึง “หมอบี” (น่าจะหมายถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงิน) ว่า “หมอบีเอาไปเท่าไหร่ หมอบีบอกท่าน เอาไปใช้แสนนึง สองแสน เขาก็บอก จะใช้อะไรบ้าง หมอบีมีที่มาที่ไป”
โครงการสร้างเมืองสำหรับลูกผู้ติดเชื้อ HIV
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลวงพ่ออลงกตได้อธิบายถึงการซื้อที่ดินหลายพันไร่ว่า เป็นการ “ทำเป็นหมู่บ้าน ลูกของคนติดเชื้อ พ่อแม่มันตาย มีเป็นพัน ซึ่งเขาดูแลอยู่ เขาจะทำเป็นหมู่บ้านทำเป็นโรงเรียน ทำเป็นเมืองหนึ่งสำหรับลูกคนติดเชื้อนี่”
ที่ดินเหล่านี้ถูกซื้อโดยใส่ชื่อบุคคลอื่น แต่หลวงพ่ออ้างว่ามีการสลักหลังในโฉนดระบุว่าเป็นของวัด และจะโอนเป็นชื่อมูลนิธิภายในสิ้นเดือนนี้
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
การเปิดเผยเรื่องการแบ่งเงินบริจาค 70-30 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เคยบริจาคเงินด้วยจิตศรัทธา โดยไม่ทราบว่าเงินส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น
ดร.มหานิยมกล่าวว่า “คนทำบุญ เขาไม่ใช่ว่าให้แล้วต้องมาตรวจสอบเงิน แต่ที่ให้ ที่ยกมือไหว้ สาธุ เขาอยากจะให้” แต่เมื่อทราบความจริงแล้ว หลายคนอาจรู้สึกถูกหลอกลวง
มุมมองทางกฎหมาย
ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล วิเคราะห์ว่า หากมีการแบ่งผลประโยชน์และปกปิดความจริงจากประชาชน อาจถือเป็น “ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุก”
สำหรับแท็กซี่ที่ได้รับผลประโยชน์ 30% หากทราบแล้วไม่เลิก จะมีความผิดฐานฉ้อโกง แต่หากเป็นแท็กซี่ที่ทำด้วยจิตศรัทธาโดยไม่ได้ผลประโยชน์ จะไม่มีความผิด
การลาออกของเจ้าอาวาส
ล่าสุด หลวงพ่ออลงกตได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้คณะสงฆ์ได้เข้ามาตรวจสอบ โดยออกจากวัดตั้งแต่ตี 4-5 พร้อมเอกสารปึกใหญ่
บทสรุป
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของสถาบันศาสนา การที่ประชาชนบริจาคเงินด้วยจิตศรัทธา แต่เงินไม่ได้ไปยังจุดหมายปลายทางตามที่คาดหวัง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันศาสนาโดยรวม
ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และหาทางแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริจาค รวมถึงสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของสถาบันศาสนาต่อไป
กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การทำบุญและการบริจาคควรมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินบริจาคจะไปใช้เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงตามเจตนาของผู้ให้