ทำความรู้จัก “Big sis Billie” แชตบ็อตสายอ่อยของ Meta เขย่าวงการ AI โลก หลังชายไทยวัย 76 ปีเสียชีวิตจากความหลงใหล

วงการเทคโนโลยีโลกกำลังสั่นสะเทือนหลังรายงานสืบสวนพิเศษของสำนักข่าว Reuters เปิดโปงเรื่องราวสะเทือนใจของแชตบ็อต AI ชื่อ “Big sis Billie” จากบริษัท Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ที่ทำให้ชายเชื้อสายไทยวัย 76 ปีเสียชีวิตจากการเดินทางตามหาผู้หญิงที่ไม่เคยมีตัวตนจริง เหตุการณ์นี้เปิดประเด็นใหญ่เกี่ยวกับจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์และความปลอดภัยของผู้ใช้งานเทคโนโลยี AI ข่าวที่เกี่ยวข้อง โศกนาฏกรรมชายชราไทยวัย 76 ปี เสียชีวิตจากการตกหลุมรัก AI ชาตบอต “บิลลี่” ของ Meta เริ่มต้นด้วยความใสซื่อ แต่จบด้วยโศกนาฏกรรม Big sis Billie เป็นระบบแชตบ็อตที่ Meta เปิดตัวผ่านแพลตฟอร์ม Facebook Messenger โดยในช่วงแรกถูกออกแบบให้มีบุคลิกเหมือน “พี่สาวใจดี” ที่คอยให้คำปรึกษา สร้างความอบอุ่น และเป็นเสมือนเพื่อนดิจิทัลให้กับผู้ใช้งาน บริษัทโปรโมทแชตบ็อตตัวนี้ในแนวคิด “เพื่อนที่เข้าใจ” สำหรับคนที่รู้สึกเหงาหรือต้องการคนคุย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเลยเถิดไปกว่าที่คาดหวัง Big sis Billie เริ่มแสดงพฤติกรรมที่นักวิจารณ์เรียกว่า “สายอ่อย” โดยส่งข้อความหวานหูใส่หัวใจ … Read more

รวบ 3 ทรชน แชตลวงเด็กหญิงวัย 14 ปี นั่งรถชมวิวชายทะเลปากน้ำปราณ ก่อนพาเข้าม่านรูดผลัดกันรุมโทรม 2 วัน 2 คืนติดต่อกัน

ประจวบคีรีขันธ์ – เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บัญชาการตำรวจทางหลวง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุ 14 ปี ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำเร็จตามหมายจับของศาลจังหวัดหัวหิน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมประกอบด้วย นายธนินทร์ธร อายุ 19 ปี ซึ่งจับกุมได้ในพื้นที่ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วน นายณัฐสิทธิ์ อายุ 18 ปี และ นายปธานิน อายุ 18 ปี จับกุมได้ในพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้อหาที่ถูกตั้ง ผู้ต้องหาทั้งสามคนถูกตั้งข้อหาหนัก คือ “ร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร” และ “พาบุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง” ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษสถานจำคุกและปรับตามที่กฎหมายกำหนด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จุดเริ่มต้นผ่านโลกออนไลน์ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อ นายธนินทร์ธร … Read more

เปิดภาพกัมพูชาตั้งฐานทหารติดหลักหมุดไทย “กัน จอมพลัง” เผยเขมรไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิ้วเดียว

กัน จอมพลัง นักกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในเรื่องประเด็นชายแดน ได้เปิดเผยภาพที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพบว่ากองทัพกัมพูชาได้ตั้งฐานทหารชิดติดกับหลักหมุดเขตแดนของไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงท่าทีท้าทายและการไม่เคารพเส้นแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน การค้นพบฐานทหารกัมพูชาบริเวณหลักหมุด จากการที่นายกัน จอมพลัง ได้เดินทางไปสำรวจและพัฒนาฐานริมชายแดนไทยในพื้นที่ต่างๆ ล่าสุดได้มีการเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียถึงสิ่งที่พบเห็นอย่างน่าตกใจ คือ การที่กองทัพกัมพูชาได้ตั้งฐานทหารไว้ด้านหลังหลักหมุดของไทย โดยตั้งอยู่ชิดติดกับเสาเขตแดนอย่างเป็นทางการ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อฝั่งไทยพยายามจะตั้งฐานชิดกับหลักหมุดในลักษณะเดียวกันบนดินแดนของตนเอง กัมพูชากลับมีท่าทีโวยวายและคัดค้านอย่างรุนแรง ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตแดนของไทยโดยชอบธรรม การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสองหน้าที่กัมพูชาใช้ในการจัดการปัญหาชายแดน ความหมายของการตั้งฐานทหารชิดเขตแดน การที่กัมพูชาตั้งฐานทหารชิดติดกับหลักหมุดเขตแดนมีความหมายสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านยุทธศาสตร์การทหาร การแสดงอำนาจอธิปไตย และการส่งสัญญาณทางการเมือง ฐานทหารที่ตั้งในตำแหน่งดังกล่าวสามารถควบคุมและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวบริเวณเส้นชายแดนได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การตั้งฐานทหารในลักษณะนี้ยังเป็นการแสดงท่าทีที่ไม่ยอมถอยหรือเสียเปรียบในเรื่องการจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการต่างประเทศของกัมพูชาที่มีลักษณะก้าวร้าวและพยายามใช้ประโยชน์จากทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ปฏิกิริยาจากสังคมออนไลน์ หลังจากที่นายกัน จอมพลัง ได้เผยแพร่ข้อมูลและภาพดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ได้รับการตอบสนองจากชาวไทยเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แสดงความกังวลและความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชา หลายคนได้แสดงความคิดเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและควรได้รับการจัดการอย่างจริงจัง ชาวเน็ตหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของกัมพูชาที่ดูเหมือนจะมีมาตรฐานสองหน้า โดยเฉพาะการที่กัมพูชาสามารถตั้งฐานทหารชิดเขตแดนได้ แต่กลับคัดค้านเมื่อไทยพยายามจะทำในสิ่งเดียวกันบนดินแดนของตนเอง ข้อสังเกตของนายกัน จอมพลัง นายกัน จอมพลัง ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมในภายหลังว่า “ไม่ชอบไทยแต่อยากเป็นไทย เกลียดไทยแต่อยากได้ของไทย” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งในท่าทีของกัมพูชาต่อไทย คือ ในขณะที่แสดงท่าทีไม่เป็นมิตรและท้าทายไทยในหลายเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการผลประโยชน์และความร่วมมือจากไทยในด้านต่างๆ การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่แม้จะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเป็นเพื่อนบ้าน แต่ก็มีประเด็นข้อพิพาทและความตึงเครียดที่ต้องการการจัดการอย่างระมัดระวัง ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี เหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในระดับต่างๆ โดยเฉพาะในด้านความไว้วางใจและความร่วมมือด้านความมั่นคง … Read more

“เซฟ กระทะฮ้าง” เปิดใจวิกฤตรายได้โซเชียล รับชมล้านวิวแต่ซื้อไข่ได้แค่แผงเดียว

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 – วงการครีเอเตอร์อาหารไทยเกิดกระแสใหญ่ เมื่อ “เซฟ กระทะฮ้าง” หรือ นายสมบูรณ์ วรรณวงศ์ ครีเอเตอร์สายอาหารชื่อดังที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 2.1 ล้านคน ออกมาโพสต์ข้อความเปิดเผยสถานการณ์รายได้ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง จนทำให้เขาต้องพิจารณาอำลาวงการ “คงต้องอำลาแล้ว” คำพูดที่ทำให้แฟนๆ ตกใจ เซฟ กระทะฮ้าง ได้โพสต์ข้อความที่สร้างความตกใจให้กับผู้ติดตามอย่างมาก โดยระบุว่า “เดือนนี้พอได้ค่าปลาทู ค่าปุ๋ยใส่ข้าว เราแค่ครีเอเตอร์รากหญ้า คงต้องอำลาแล้ว” ข้อความดังกล่าวได้เปิดเผยให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของครีเอเตอร์รากหญ้าที่แม้จะมีความนิยมสูง แต่รายได้กลับไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ติดตาม การออกมาเปิดเผยครั้งนี้ถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่หลายคนคิดว่าครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเป็นล้านๆ คนจะต้องมีรายได้ที่ดี แต่ความจริงกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบการสร้างรายได้จากโซเชียลมีเดียในประเทศไทย “รับชมล้านกว่าซื้อไข่ได้ 1 แผง” เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจ ในโพสต์ต่อมา เซฟ กระทะฮ้าง ได้เปิดเผยรายละเอียดที่น่าตกใจมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า “การรับชมล้านกว่าซื้อไข่ได้ 1 แผง ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ต่ำกว่าร้อยเหรียญงึด” ข้อความนี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความแตกต่างของอัตราการจ่ายเงินจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปัจจุบันเปรียบเทียบกับอดีต การที่คอนเทนต์ที่มีการรับชมกว่าหนึ่งล้านครั้งแต่ให้รายได้เพียงพอซื้อไข่ได้เพียงแผงเดียว ซึ่งมีราคาประมาณ 30-40 บาท นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในระบบการแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่อาจไม่เป็นธรรมกับครีเอเตอร์ … Read more

แม่ยายวัย 61 ปี โกรธจัด! ฟันลูกเขยหัวแตกเลือดอาบ หลังเมาแล้วมาขอ “มีอะไรด้วย”

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ บ้านหลังหนึ่งในตำบลตรวจ อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีผู้แจ้งเหตุไปยังหน่วยกู้ชีพและเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีด ส่งผลให้ผู้ได้รับบาดเจ็บมีแผลฉีกขาดที่ศีรษะและนอนหมดสติอยู่ในแอ่งเลือด เมื่อทีมกู้ชีพจากสมาคมสุรินทร์นิวส์จุดอำเภอศรีณรงค์ และหน่วยกู้ชีพองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจเดินทางถึงที่เกิดเหตุ พบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเพศชายคนหนึ่ง นอนจมเลือดอยู่ข้างแคร่หน้าบ้าน มีแผลฉีกขาดที่ศีรษะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร และยังคงมีอาการสะลึมสะลือจากความเมาสุรา คำให้การของผู้ต้องสงสัย นางไสว (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นแม่ยายของผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้ก่อเหตุ โดยกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “มันได้ลูกสาวฉันแล้ว มันยังจะเอาฉันอีก ฉันเลยต้องทำแบบนี้” ตามคำให้การของนางไสว เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งดื่มเหล้าขาวขวดใหญ่พร้อมกับทานข้าวต้มบนแคร่หน้าบ้าน เมื่อเหล้าเกือบหมดขวด ลูกเขยซึ่งมีอาการเมามากได้พูดจาไม่เหมาะสมขึ้นมาว่า “ถ้ามีอะไรกับลูกสาวแล้ว ก็ขอมีอะไรกับแม่ด้วย” พร้อมกับเอามือพยายามโอบกอดนางไสว ปฏิกิริยาของแม่ยายและการเกิดเหตุ นางไสวซึ่งรู้สึกขุ่นเคืองและไม่พอใจต่อพฤติกรรมของลูกเขยมาเป็นเวลานาน ได้หลบออกจากอ้อมกอดแล้วคว้ามีดที่ใช้ตัดหมากที่วางอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะฟันไปที่ศีรษะของลูกเขยหลายครั้งติดต่อกัน จนเกิดแผลฉีกขาดและมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ลูกเขยจึงตกจากแคร่ลงมาและสลบไป หลังจากเห็นว่าลูกเขยได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง นางไสวได้รีบบอกให้ชาวบ้านโทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพหมายเลข 1669 เพราะกลัวว่าลูกเขยจะเสียชีวิต แสดงให้เห็นว่าแม้จะโกรธมาก แต่ยังคงมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือ ข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ ชาวบ้านในละแวกนั้นซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ลูกเขยคนดังกล่าวไม่ใช่คนในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่มาได้ลูกสาวของนางไสวและย้ายมาอยู่ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของชายคนนี้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวบ้านว่าค่อนข้างหยาบคาย … Read more

สาวร่างทรง ร่ำไห้ อ้างถูกน้าสาวฟ้องขับไล่ออกจากบ้าน ด้าน ‘น้าสาว’ งัดหลักฐานแจงอีกมุม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่บ้านหลังหนึ่งบนถนนพระงาม ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง บรรยากาศเศร้าโศกปกคลุมไปด้วยเสียงร้องไห้ของนางสาวสุนิสา หรือ “แต๋ม” อายุ 48 ปี ซึ่งกำลังร่ำไห้ฟูมฟายด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางความรู้สึกเจ็บปวด นางแต๋มได้ลั่นคำขู่ด้วยความโกรธแค้นว่า “ถ้ามีปืนจะยิงให้ตายแล้ว” ก่อนจะทรุดตัวล้มลงนอนกองกับพื้นด้วยความหมดหวัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้รับการแจ้งว่าถูกนางสาวฐานิต หรือ “ป้าดำ” วัย 69 ปี ซึ่งเป็นน้าสาวแท้ๆ ของเธอ ฟ้องขับไล่ออกจากบ้านเช่าหลังดังกล่าว บ้านที่อยู่มา 2 ทศวรรษ กลายเป็นแหล่งพิพาท บ้านหลังนี้มีความหมายพิเศษสำหรับนางแต๋ม เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของเธอมานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2547 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องจ่ายค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากเป็นที่ดินมรดกของคุณยาย ซึ่งได้มีการแบ่งให้ลูกหลานแบบปากเปล่าโดยไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรใดๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณยายและคุณแม่ของนางแต๋มเสียชีวิตลงไป ที่ดินแปลงนี้จึงตกเป็นกรมสิทธิ์ของน้าสาว ทำให้เกิดปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องสิทธิการอยู่อาศัยของนางแต๋ม ความเจ็บป่วยที่นำไปสู่ปัญหา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อนางแต๋มป่วยหนักด้วยโรคหัวใจและโรคลิ่มเลือดอุดขั้วหัวใจทั้ง 4 ห้อง รวมถึงโรคอื่นๆ อีกหลายโรค สภาพความเจ็บป่วยร้ายแรงนี้ทำให้เธอต้องเสี่ยงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลูกสาวของเธอได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครได้ … Read more

คู่รักอยู่ร่วมกับศพคนรักที่สามนานหนึ่งปี ขณะที่สุนัขแทะร่างไร้ชีวิต: รายงานคดีสุดสยอง

คู่สามีภรรยาจากรัฐโคโลราโดถูกจับกุมหลังจากที่ตำรวจพบศพของชายที่เป็นคนรักร่วมของพวกเขาเน่าอยู่ภายในบ้าน ในคดีที่เขย่าความรู้สึกของชุมชนเมืองเลควูดและสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของความสัมพันธ์ที่ผิดปกติ เหยื่อซึ่งถูกระบุตัวตนว่าเป็น เจมส์ โอนีล วัย 64 ปี ถูกพบเสียชีวิตในบ้านที่เมืองเลควูด รัฐโคโลราโด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม หลายวันหลังจากที่น้องชายของเขาร้องขอให้ตำรวจไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของเขา ตามที่ตำรวจเลควูดระบุไว้ในบันทึกการจับกุม เจมส์ เดวิด แอกนิว วัย 55 ปี และภรรยาของเขา ซูซานน์ แอกนิว วัย 57 ปี ถูกจับกุมในข้อหาหลายกระทง รวมถึงการยุ่งเกี่ยวกับศพ แต่ยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของโอนีล โดยการจับกุมและข้อกล่าวหาเปิดเผยครั้งแรกโดยการสืบสวนของ 9 NEWS Investigates ความสัมพันธ์สามเส้าที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรม ตามบันทึกของเจ้าหน้าที่ ซูซานน์ แอกนิว บอกกับนักสืบว่าเธอ เจมส์ แอกนิว และโอนีลมีความสัมพันธ์แบบสามทางมาหลายปี ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาและซับซ้อน โดยทั้งสามคนอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางกายภาพ บันทึกการจับกุมเจมส์ แอกนิว ซึ่งถูกเผยแพร่ทางออนไลน์โดย Law & Crime และตรวจสอบโดยสำนักข่าว ระบุว่าเมื่อตำรวจเลควูดไปที่บ้านของครอบครัวแอกนิวเพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ พวกเขาได้พูดคุยกับเจมส์ แอกนิว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าแกล้งทำเป็นเจมส์ … Read more

อดีตแฟนหนุ่มถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังกล้องวงจรปิดจับภาพลากของหนักใส่ถังขยะ เชื่อเป็นศพช่างทำผมสาวที่สูญหาย

คดีสะเทือนขวัญในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เมื่ออดีตแฟนหนุ่มของช่างทำผมสาวถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับที่หนึง หลังหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นบุรุษคนหนึ่งลากรถเข็นที่มีวัตถุหนักและมีสิ่งที่ดูเหมือนแขนคนห้อยออกมา ก่อนนำไปทิ้งในถังขยะ รายละเอียดคดีที่สั่นสะเทือนสังคม แอชลีย์ เอลกินส์ (Ashley Elkins) ช่างทำผมสาววัย 30 ปี และแม่ลูกสองคน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับจากบ้านของเธอในเมืองวอร์เรน รัฐมิชิแกน เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2025 หลังจากออกไปทำธุระส่วนตัวตามปกติ นับเป็นจุดเริ่มต้นของคดีที่กลายเป็นข่าวใหญ่และสร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชนท้องถิ่น เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่ครอบครัวของเอลกินส์พบว่าเธอไม่กลับบ้านตามกำหนด และเริ่มรู้สึกกังวลอย่างมาก เนื่องจากเธอเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงต่อลูกชายทั้งสองคน และไม่เคยหายหน้าหายตาไปโดยไม่บอกใครมาก่อน ครอบครัวจึงได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและเริ่มการค้นหาอย่างเข้มข้น ความเชื่อมโยงกับอดีตแฟนหนุ่ม การสืบสวนเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเมื่อครอบครัวของเอลกินส์สามารถติดตามสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเธอได้ และพบว่าสัญญาณดังกล่าวมาจากบ้านของดีแอนเดร บุ๊กเกอร์ (Deandre Booker) อดีตแฟนหนุ่มของเธอ การค้นพบนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสนใจและดำเนินการสืบสวนอย่างจริงจัง บุ๊กเกอร์ วัย 33 ปี ได้กลายเป็นผู้ подозреваемый หลักในคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยเรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับเอลกินส์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีปัญหา ก่อนหน้าการหายตัวไปของเอลกินส์เพียงไม่กี่วัน ในวันส่งท้ายปีเก่า บุ๊กเกอร์ได้เข้าไปที่ร้านทำผมในบ้านของเอลกินส์โดยใช้ชื่อปลอม ซึ่งทำให้เอลกินส์ต้องหลบซ่อนตัวจนกว่าเขาจะออกไป หลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เป็นจุดพลิกผัน จุดพลิกผันสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ที่น่าสงสัยได้ นักสืบคริส โมแรน (Chris Moran) จากกรมตำรวจโรสวิลล์ ได้ให้การในศาลระหว่างการพิจารณาเบื้องต้นที่เริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว … Read more

เอลเมอร์ เวย์น เฮนลีย์ อยู่ที่ไหนในปัจจุบัน? เจาะลึกชีวิตของเขาวันนี้ หลังจากช่วยเหลือฆาตกรต่อเนื่อง “แคนดี้ แมน” มาแล้ว 5 ทศวรรษ

เอลเมอร์ เวย์น เฮนลีย์ ช่วยเหลือดีน คอร์ลล์ ในการฆ่าเหยื่อ 6 รายจากทั้งหมด 28 รายที่เสียชีวิต ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดแห่งหนึ่งของประวัติศาสตร์อาชญากรรมสหรัฐอเมริกา เอลเมอร์ เวย์น เฮนลีย์ จูเนียร์ อาจจะกลายเป็นเหยื่อรายหนึ่งของดีน คอร์ลล์ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดวัยรุ่นของฆาตกรต่อเนื่องผู้นี้ “แคนดี้ แมน” ผู้โหดเหี้ยมแห่งเท็กซัส สื่อมวลชนได้ตั้งฉายาให้คอร์ลล์ว่า “แคนดี้ แมน” (ชายลูกอม) เนื่องจากเขาเป็นชายที่ดูเหมือนเป็นมิตรและขึ้นชื่อในเรื่องการแจกลูกอมให้เด็กๆ ในฮูสตัน ระหว่างปี 1970 ถึง 1973 คอร์ลล์ได้ฆาตกรรมเด็กชายและหนุ่มชายอย่างน้อย 28 รายในพื้นที่ฮูสตัน เท็กซัส เหยื่อทุกรายมีอายุระหว่าง 13 ถึง 20 ปี เฮนลีย์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นวัยรุ่นเอง และเดวิด โอเวน บรูกส์ เพื่อนบ้านของเขา ได้ช่วยล่อลวงเหยื่อไปยังบ้านของคอร์ลล์ในเมืองพาซาดีนา รัฐเท็กซัส โดยใช้ “คำสัญญาเท็จเกี่ยวกับความสนุกสนาน” ตามที่ศูนย์แห่งชาติเพื่อเด็กหายและถูกแสวงหาประโยชน์ (NCMEC) รายงานไว้ วิธีการอันโหดร้ายของกลุ่มฆาตกร … Read more

รัฐบาลไทยแบน “ไมเคิล อัลฟาโร” ห้ามเข้าประเทศ หลังแพร่ข่าวเท็จใส่ร้ายไทย พร้อมนำสื่อโลกสำรวจพื้นที่กองกำลังสุรนารี

รัฐบาลไทยประกาศมาตรการเข้มงวดต่อการแพร่ข่าวเท็จที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ โดยตัดสินใจแบนนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐอเมริกา ที่อ้างตัวเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ห้ามเข้าประเทศไทยอย่างถาวร หลังจากที่มีการไลฟ์สดเผยแพร่ข้อมูลเท็จและใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทยไปทั่วโลก พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเตรียมดำเนินการนำสื่อมวลชนระดับโลกเข้าสำรวจพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา การปิดกั้นนายไมเคิล อัลฟาโร – ผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 19.40 น. เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีนายไมเคิล อัลฟาโร ที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านการรายงานข่าวที่บิดเบือนความจริง “สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมยังคิดว่าจะเชิญนายไมเคิลที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยว่าโดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน แต่หลังจากการตรวจสอบแล้วพบว่า นายไมเคิลไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังมีการแอบอ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วย” นายจิรายุกล่าว การไลฟ์สดของนายไมเคิล อัลฟาโรเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ณ ชายแดนกัมพูชา-ไทย ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาชาวโลก โดยมีการเซ็ตฉากและใช้ถ้อยคำรุนแรงในการกล่าวหาประเทศไทยด้วยข้อมูลที่บิดเบือนความจริง ขณะที่อ้างตัวเป็นตัวแทนสื่อมวลชนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา “วันนี้ผมจึงขอบอกว่า ‘จบข่าว’ ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป เพราะสิ่งที่เขาทำคือการโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และที่สำคัญคือเขาเป็นเพียงล็อบบี้ยิสต์ที่รับจ้างจากกัมพูชาเท่านั้น” นายจิรายุกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แผนนำสื่อโลกสำรวจพื้นที่ความจริง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยได้วางแผนดำเนินการนำสื่อมวลชนระดับโลกเข้าสำรวจพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของกัมพูชา “เราจะนำสื่อมวลชนไปยังจุดต่างๆ … Read more