วัยรุ่นสงขลาก่อเหตุรุนแรง! ซิ่งรถไล่ล่าอริ บุกฟันถึงในบ้าน ก่อนชักปืนยิงเด็กชายอายุ 13 ปี เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 23.20 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 พันตำรวจเอก วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง ได้รับแจ้งเหตุการณ์ที่น่าตกใจจากพื้นที่บริเวณถนนข้ามรางรถไฟ ถนนกาญจนวานิช ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่ามีเด็กชายวัยรุ่นอายุ 13 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด กระสุนปืนเข้าบริเวณกลางหลัง จนทำให้เด็กชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดจำนวนมาก

หลังจากได้รับแจ้งเหตุ พันตำรวจเอก วีระศักดิ์ ได้สั่งการให้ พันตำรวจโท รุ่งฤทธิ์ สุดแป้น รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง พันตำรวจโท สัณห์พิชญ์ วรรณโร รองผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง และชุดสืบสวนของสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงบริเวณตรงข้ามวัดเทพชุมนุม บริเวณถนนข้ามรางรถไฟ พบว่าญาติของผู้บาดเจ็บและเพื่อนของผู้บาดเจ็บกำลังยืนรออยู่ในอาการตื่นตระหนกและตกใจอย่างมาก ส่วนผู้บาดเจ็บซึ่งทราบชื่อว่า น้องรุจ อายุเพียง 13 ปี ญาติได้รีบนำตัวขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งให้กับเจ้าหน้าที่กู้ชีพบ้านพรุที่รอรับอยู่ เพื่อนำส่งไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย) เพื่อทำการรักษาต่ออย่างเร่งด่วนทันที

สภาพของผู้บาดเจ็บขณะนั้นอยู่ในสภาวะวิกฤติ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืนที่เข้าถูกบริเวณกลางหลัง และมีการเสียเลือดจำนวนมาก ซึ่งต้องการการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิต

ข้อมูลผู้ก่อเหตุและพยานหลักฐาน

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุหลักคือ นายโน่ สะพานดำ อายุ 17 ปี ซึ่งหลังจากก่อเหตุได้หลบหนีไปพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน และได้นำอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุหลบหนีไปด้วย

จากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้พบยางซิลิโคนของกระสุนปืนลูกซองตกอยู่บริเวณพื้นถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บรักษาไว้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี พยานหลักฐานชิ้นนี้จะช่วยในการระบุประเภทของอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุและสามารถนำไปเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยได้

คำเบิกความจากพี่ชายผู้บาดเจ็บ

จากการสอบถามพี่ชายของผู้บาดเจ็บ ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนเองและกลุ่มเพื่อนรู้จักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุเพียงบางคนเท่านั้น และที่ผ่านมาก็เคยมีปัญหาและความขัดแย้งกันมาก่อนกับกลุ่มของนายโน่ สะพานดำ

ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุ น้องชายของตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อตามปกติ หลังจากซื้อของเสร็จแล้วน้องชายกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ปรากฏว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากซอยบ้านของตนพอดี ซึ่งก่อนหน้านั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้บุกรุกเข้าไปในบ้านของเพื่อนของตนเองและพยายามใช้อาวุธมีดยาวฟันเพื่อนของตน แต่โชคดีที่เพื่อนสามารถหนีเอาชีวิตรอดได้

หลังจากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากซอยและได้มาเจอกับน้องชายของตนพอดี บริเวณถนนข้ามทางรางรถไฟตรงจุดที่เกิดเหตุ จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ชักอาวุธปืนออกมาและยิงใส่น้องชายของตนเข้าบริเวณกลางหลัง ก่อนที่จะหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

คำเบิกความจากญาติผู้บาดเจ็บ

ญาติของผู้บาดเจ็บอีกคนหนึ่งได้ให้การว่า ในคืนที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวน 3 คัน ซึ่งตอนแรกตนคิดว่าเป็นเพื่อนที่ขี่เข้ามาหาที่บ้านตามปกติ แต่แล้วเพื่อนของตนที่นั่งอยู่ที่บ้านได้ตระโกนบอกว่า “พวกสะพานดำ พวกสะพานดำ ไอโน่ ไอโน่” เพื่อเตือนให้รู้ว่าเป็นกลุ่มคู่อริ

เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุจอดรถตรงหน้าบ้านพร้อมกับชักอาวุธมีดยาวออกมาและเตรียมที่จะฟันใส่ ตนจึงได้รีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดและวิ่งหลบเข้าไปในบ้านทันที หลังจากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบริเวณบ้าน และได้ไปพบกับน้องชายของตนที่กำลังขี่รถกลับจากการซื้อของกินที่ร้านสะดวก ณ บริเวณถนนข้ามทางรางรถไฟพอดี และก็ได้ยิงน้องชายของตนตรงจุดนั้น

ประวัติความขัดแย้งที่ผ่านมา

จากการสอบถามเพิ่มเติม ทราบว่าก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุเคยยกพวกพร้อมอาวุธมีดบุกมาที่บ้านแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 02.58.27 น. แต่ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้เนื่องจากมีรั้วสังกะสีปิดกั้นอยู่ กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงหันไปทุบทำลายรถจักรยานยนต์ของพี่สาวที่จอดอยู่ตรงประตูทางเข้าบ้านแทน จนทำให้รถจักรยานยนต์ของพี่สาวได้รับความเสียหาย

ในครั้งนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวน 3 คัน พร้อมรถยนต์เก๋งสีดำ โดยมีสมาชิกทั้งหมด 9 คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดของบ้านอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะก่อเหตุร้ายอย่างชัดเจนและการวางแผนที่มีความรอบคอบ

ต้นเหตุของความขัดแย้ง

เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง พี่ชายของผู้บาดเจ็บให้การว่า ตนเองและกลุ่มเพื่อนได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวเล่นกันในเมืองตามปกติของวัยรุ่น และได้ไปเจอกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งกลุ่มของนายโน่ได้พยายามหาเรื่องและใช้มีดไล่ฟันกลุ่มของตนโดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จนกระทั่งกลุ่มผู้ก่อเหตุได้มาทราบที่อยู่บ้านพักของตน และได้เกิดเหตุการณ์ที่บานปลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากการพบเจอกันในเมืองได้บานปลายกลายเป็นการแก้แค้นและล้างผลาญซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ที่ทำให้เด็กอายุเพียง 13 ปี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งครั้งแรก ต้องเข้ามาเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครั้งนี้

การดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

พันตำรวจเอก วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง ได้ทำการสอบปากคำเบื้องต้นกับพี่ชายและญาติของผู้บาดเจ็บอย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ จุดเกิดเหตุ

หลังจากนั้นได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเชิญตัวพี่ชายและญาติของผู้บาดเจ็บไปสอบปากคำเพิ่มเติมและบันทึกคำให้การอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการดำเนินคดีต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับนายโน่ สะพานดำ อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาหลัก พร้อมทั้งเพื่อนอีก 3 คนที่ร่วมกันหลบหนีไปในข้อหาพยายามฆ่า ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส บุกรุกเคหสถาน พกพาอาวุธปืนและอาวุธมีดโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด

กล้องวงจรปิดได้บันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไว้อย่างชัดเจน จากคลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 02.58.27 น. แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุได้ยกพวกพร้อมกับอาวุธมีดยาวบุกมาที่บ้าน และพยายามบุกเข้าไปในบ้านแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีรั้วสังกะสีปิดกั้นอยู่ กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงหันไปทุบทำลายรถจักรยานยนต์ของพี่สาวที่จอดอยู่ตรงประตูทางเข้าบ้านจนได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์เก๋งสีดำหลบหนีไป

นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอที่กลุ่มผู้ก่อเหตุได้อัดไว้ด้วยตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ได้รุมฟันวัยรุ่นชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักหลังเลิกงานจากการทำงานเป็นเด็กรับรถ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อผู้บาดเจ็บอยู่ห่างจากบ้านเพียงประมาณ 100 เมตรเท่านั้น

ผู้บาดเจ็บคนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แขนทั้งสองข้างถูกฟันจนเอ็นขาด ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และต้องใช้เวลาในการพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดเป็นระยะเวลานาน สิ่งที่น่าเศร้าก็คือผู้บาดเจ็บคนนี้ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุเลย และไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือความขัดแย้งใดๆ กันมาก่อนเลย แต่กลับต้องเข้ามาเป็นเหยื่อของความรุนแรงครั้งนี้

สภาพปัจจุบันของผู้บาดเจ็บ

น้องรุจ เด็กชายอายุ 13 ปี ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะนี้อยู่ในการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สภาพยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤติ เนื่องจากกระสุนปืนเข้าบริเวณกลางหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อันตรายและอาจกระทบต่ออวัยวะภายในสำคัญ

ครอบครัวของผู้บาดเจ็บอยู่ในความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยอย่างมาก โดยต้องรอให้แพทย์ทำการรักษาและประเมินอาการบาดเจ็บอย่างละเอียดว่ากระสุนปืนได้สร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายในมากน้อยเพียงใด และจะมีผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของเด็กอย่างไรบ้าง

ปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีพฤติกรรมก้าวร้าว แต่ยังมีการเข้าถึงอาวุธอันตรายได้อย่างง่ายดาย ทั้งอาวุธมีดยาวและอาวุธปืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเยาวชนที่มีอายุเพียงแค่ 17 ปี

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงผิดไปใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

นอกจากนี้ยังต้องมีการติดตามและควบคุมการแพร่กระจายของอาวุธอันตรายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้วัยรุ่นสามารถเข้าถึงอาวุธเหล่านี้ได้ง่าย และต้องมีการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเยาวชนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง

บทสรุป

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่เด็กชายอายุเพียง 13 ปี ต้องเข้ามาเป็นเหยื่อของความขัดแย้งและความรุนแรง แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งครั้งแรก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่เจริญแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้บาดเจ็บและครอบครัว และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากฎหมายยังคงมีอำนาจในการลงโทษผู้กระทำผิด

ขณะเดียวกัน สังคมทุกภาคส่วนควรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเยาวชน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา และการป้องกันไม่ให้เยาวชนหลงผิดไปใช้ความรุนแรง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ครอบครัวของผู้บาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล และการสนับสนุนทางด้านจิตใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ พวกเขาหวังเพียงว่าลูกชายจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และหวังว่าผู้กระทำผิดจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้สังคมไทยตื่นตัวและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น ก่อนที่จะสายเกินไปและมีเยาวชนต้องสูญเสียชีวิตหรืออนาคตไปอย่างน่าเสียดาย