เหยื่อ “นุ่นหวยทิพย์” โกง 300 ล้าน แห่ร้อง ปปป.ตรวจสอบตำรวจไซเบอร์ ส่งฟ้องไม่ทัน เข้าข่ายผิด ม.157 หรือไม่

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่ศูนย์รับแจ้งความตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวัง เมื่อนางสาวนลิน โรจนวัทธิกร เจ้าของเพจห้วยแถลง ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง นำขบวนผู้เสียหายจำนวน 13 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในนาม “ตำรวจไซเบอร์” ว่ามีความผิดพลาดหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

คดีฉ้อโกงหลายรูปแบบ มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

คดีความที่ผู้เสียหายกลุ่มนี้ถูกหลอกลวงนั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบ โดยมี “นุ่นหวยทิพย์” และกลุ่มพวกพ้องเป็นผู้ต้องหาหลัก กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหายในหลายรูปแบบ ทั้งการเสนอขายโควต้าสลากทิพย์ที่มีแต่ในจินตนาการ การอ้างว่าสามารถหาสินค้าปลอดภาษีจากคิงส์พาวเวอร์ ซึ่งเป็นร้านค้าปลอดภาษีชื่อดังได้ การซื้อขายนาฬิกาแบรนด์เนมที่ไม่เคยมีตัวตนจริง การเสนอขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเพียงภาพหลอก รวมถึงการรับฝากงานจัดหางานให้กับญาติพี่น้องของผู้เสียหาย

มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มผู้ต้องหานั้นมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เสียหายอย่างรุนแรง หลายคนต้องขายทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน และตกอยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว

ผู้เสียหายรายใหญ่เสียหาย 173 ล้านบาท สามารถฟ้องศาลได้ทันเวลา

กรณีที่น่าสนใจและเป็นประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ กรณีของผู้เสียหายรายหนึ่ง นางลักษณ์ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกเงินไปมากที่สุดในจำนวนประมาณ 173 ล้านบาท นางลักษณ์ได้นำหลักฐานเดียวกันกับที่ไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ไปยื่นฟ้องคดีกับศาลด้วยตนเอง โดยไม่รอให้ตำรวจดำเนินการส่งฟ้อง

ผลปรากฏว่าศาลได้ประทับรับฟ้องคดีของนางลักษณ์ได้ทันในช่วงเวลาที่ใกล้จะหมดผัดที่ 7 ซึ่งเป็นระยะเวลาสุดท้ายที่สามารถฟ้องคดีได้ตามกฎหมาย และเมื่อคดีดำเนินไปจนถึงที่สุด ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุกแก๊งผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “นุ่นหวยทิพย์” ที่เป็นจำเลยร่วมในคดี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นุ่นหวยทิพย์ได้ให้การรับสารภาพในความผิดและได้ลงนามในเอกสารตกลงชำระหนี้คืนให้กับนางลักษณ์แล้ว ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญสำหรับผู้เสียหายรายนี้

ตำรวจไซเบอร์ดำเนินคดีล่าช้า ผู้เสียหายรายอื่นไม่สามารถฟ้องได้ทัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่ได้ไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์นั้น กลับไม่ได้รับความคืบหน้าใดๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางสาวนลินได้ชี้แจงว่า ผู้เสียหายได้เข้าไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา แต่หลังจากที่แจ้งความไปแล้วกลับไม่มีความคืบหน้าทางคดีเลย

ปัญหาสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการสอบสวนคดีอย่างจริงจัง ไม่มีการติดต่อขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมจากผู้เสียหาย ไม่มีการนัดสอบปากคำเพิ่มเติม และไม่มีการเร่งรัดการสอบสวนเพื่อให้ทันส่งฟ้องผู้ต้องหาภายในกำหนดเวลา ผลที่ตามมาคือ คดีของผู้เสียหายเหล่านี้ไม่สามารถส่งฟ้องได้ทันในผัดที่ 7 ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

เมื่อสำนวนการสอบสวนถูกส่งไปยังอัยการ อัยการได้มีความเห็นว่าสำนวนมีข้อมูลไม่เพียงพอหรือ “สำนวนอ่อน” และมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ทั้งที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้ก่อเหตุมาเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว และมีผู้เสียหายจำนวนมาก

ผู้เสียหายแจ้งความกว่า 20 สถานีทั่วประเทศ แต่คดีไม่คืบหน้า

นางสาวนลินได้เปิดเผยอีกว่า ผู้เสียหายที่ถูก “นุ่นหวยทิพย์” และพวกพ้องหลอกลวงนั้นมีจำนวนมากกว่า 13 คนที่มาร้องเรียนในวันนี้ โดยผู้เสียหายเหล่านี้ได้พยายามแจ้งความในสถานีตำรวจนครบาลทั้ง 20 สถานี และสถานีตำรวจภูธรหลายแห่งทั่วประเทศ แต่คดีความทั้งหมดก็ไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน

สิ่งที่น่าสังเกตคือ พนักงานสอบสวนในหลายสถานีไม่มีการขอเอกสารเพิ่มเติมจากผู้เสียหาย ไม่มีการสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อสร้างสำนวนให้แข็งแกร่ง และดูเหมือนว่าจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับคดีเหล่านี้อย่างจริงจัง ผลที่ตามมาคือ เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการเพื่อพิจารณาฟ้อง อัยการก็มีความเห็นว่าสำนวนมีความอ่อนแอและไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี

สถานการณ์นี้สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้เสียหายอย่างมาก เพราะทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน และมีคดีที่ศาลได้พิพากษาแล้วเป็นแบบอย่าง แต่คดีของผู้เสียหายรายอื่นกลับไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เนื่องจากความล่าช้าและความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

เข้าข่ายผิดมาตรา 157 หรือไม่ บก.ปปป.ต้องตรวจสอบ

นางสาวนลินและกลุ่มผู้เสียหายจึงได้ตัดสินใจเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ว่ามีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า “ข้าราชการซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ในกรณีนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ไม่ดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง ไม่เร่งรัดการทำสำนวนให้แล้วเสร็จทันเวลา และส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องคดีได้ทันตามกำหนดเวลาที่กฎหมายให้ไว้นั้น ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 หรือไม่

การที่ผู้เสียหายนำเรื่องมาร้องเรียนต่อ บก.ปปป. นั้น ถือเป็นกระบวนการตรวจสอบที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะ บก.ปปป. มีหน้าที่ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในหน้าที่ หาก บก.ปปป. ตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลความผิดจริง ก็อาจมีการดำเนินคดีทางอาญาและทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้ต้องหามีญาติเป็นนักการเมือง สร้างความกังวลเรื่องอิทธิพล

อีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความกังวลและเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมากคือ ข้อมูลที่นางสาวนลินได้เปิดเผยว่า “นุ่นหวยทิพย์” มีญาติที่เป็นนักการเมืองของพรรคการเมืองแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ สามีของนุ่นหวยทิพย์ยังทำงานอยู่ในพรรคการเมืองด้วย

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ มีข้อมูลว่าสามีของนุ่นหวยทิพย์เคยแอบอ้างนักการเมืองชื่อดังท่านหนึ่งที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองแห่งหนึ่งในภาคอีสาน โดยใช้ชื่อของนักการเมืองท่านนั้นในการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันแชทกับผู้เสียหายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ นางสาวนลินยังได้เปิดเผยอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการไหลของเงินที่ผู้เสียหายโอนไปให้กับกลุ่มของ “นุ่นหวยทิพย์” พบว่ามีเงินบางส่วนถูกโอนต่อไปยังบัญชีของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคดังกล่าวด้วย ซึ่งข้อมูลนี้หากเป็นความจริงก็จะสร้างความสงสัยว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ต้องหากับวงการการเมืองหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้จึงสร้างความกังวลว่าผู้ต้องหาอาจมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คดีความของผู้เสียหายไม่ได้รับการดำเนินการอย่างจริงจังหรือล่าช้าไปโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของประเทศอย่างมาก

ผู้เสียหายหวังความเป็นธรรม ต้องการให้ดำเนินคดีจริงจัง

กลุ่มผู้เสียหายทั้ง 13 คนที่มาร้องเรียนในวันนี้ต่างมีความหวังว่า หน่วยงาน บก.ปปป. จะสามารถตรวจสอบความจริงและดำเนินการอย่างเป็นธรรม พวกเขาต้องการเพียงแค่ให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างถูกต้อง และผู้กระทำความผิดได้รับการลงโทษตามที่ควรจะเป็น

หลายคนในจำนวนนี้ได้เสียเงินไปเป็นจำนวนมาก บางคนเสียเงินหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ทำมาตลอดชีวิต เป็นเงินที่กู้ยืมมา หรือเป็นเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่มีอยู่ การที่ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้นั้น ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาเสียเงินเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมและสร้างความรู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก

นางสาวนลิน ในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้เสียหายได้กล่าวว่า การมาร้องเรียนครั้งนี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเป็นธรรม หากมีเจ้าหน้าที่คนใดละเลยหน้าที่หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ควรได้รับการตรวจสอบและลงโทษตามสมควร

บทเรียนสำคัญจากคดีนี้

คดีความของ “นุ่นหวยทิพย์” และพวกพ้องนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายประการในสังคมไทย ทั้งปัญหาการหลอกลวงที่มีรูปแบบซับซ้อนและหลากหลาย ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีช่องว่างและความล่าช้า ปัญหาการใช้อิทธิพลและความสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม และปัญหาการขาดประสิทธิภาพของบางหน่วยงานในการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการระมัดระวังตัวจากการถูกหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง การอ้างความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญ หรือการใช้ชื่อเสียงของบริษัทหรือบุคคลมีชื่อเสียงมาหลอกลวง ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินให้กับใครก็ตาม

บทบาทของสื่อมวลชนและประชาสังคม

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมในการช่วยเหลือผู้เสียหายและเป็นกลไกการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ นางสาวนลิน โรจนวัทธิกร ในฐานะผู้ดำเนินงานเพจห้วยแถลง ได้ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในการรวบรวมผู้เสียหาย ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และนำเรื่องราวมาสู่สายตาสาธารณะ

การทำงานในลักษณะนี้ช่วยสร้างแรงกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง รวมถึงช่วยให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่อาจกำลังประสบปัญหาคล้ายกันได้กล้าที่จะออกมาร้องเรียนและเรียกร้องความเป็นธรรม

ความคาดหวังต่อการดำเนินคดีในอนาคต

หลังจากที่กลุ่มผู้เสียหายได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ บก.ปปป. แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอให้ บก.ปปป. ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ซึ่งอาจใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน สอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์นั้นมีความผิดพลาดหรือละเลยหน้าที่หรือไม่

หาก บก.ปปป. พบว่ามีมูลความผิด ก็อาจมีการดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ระบบยุติธรรมและกลไกการตรวจสอบของประเทศยังคงทำงานได้ และไม่ยอมให้มีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่

ในขณะเดียวกัน กรณีของนางลักษณ์ที่สามารถดำเนินคดีจนได้รับคำพิพากษา และทำให้ “นุ่นหวยทิพย์” ยอมรับสารภาพและตกลงชำระหนี้คืนนั้น ก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เสียหายรายอื่นๆ ว่าการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องเหนือความสามารถ

การปรับปรุงกระบวนการทำงานของตำรวจ

คดีนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของหน่วยงานตำรวจ โดยเฉพาะในส่วนของการรับแจ้งความ การสอบสวน และการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด ควรมีระบบติดตามและตรวจสอบที่ชัดเจนว่าแต่ละคดีมีความคืบหน้าอย่างไร มีอุปสรรคอะไรบ้าง และจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่เหมาะสมได้อย่างไร

นอกจากนี้ ควรมีกลไกการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของพนักงานสอบสวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเลยหน้าที่หรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และควรมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนและเข้มงวดสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น

สรุป

คดีความของ “นุ่นหวยทิพย์” ที่มีผู้เสียหายมากกว่า 13 คน และมีมูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 300 ล้านบาทนั้น ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวง การบังคับใช้กฎหมาย และการทำงานของระบบยุติธรรมในประเทศไทย

การที่กลุ่มผู้เสียหายได้ตัดสินใจยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ บก.ปปป. เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไซเบอร์ว่ามีความผิดตามมาตรา 157 หรือไม่นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ถูกต้องและเหมาะสม และหวังว่าจะนำไปสู่ความเป็นธรรมที่ผู้เสียหายรอคอยมานาน

ประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับการมีญาติเป็นนักการเมืองและความเชื่อมโยงกับวงการการเมืองนั้น หาก บก.ปปป. สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อิทธิพลหรือมีความเชื่อมโยงที่ส่งผลต่อการดำเนินคดี ก็จะเป็นการเปิดเผยความจริงที่สำคัญและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ในที่สุด คดีนี้จะเป็นบททดสอบที่สำคัญว่า ระบบยุติธรรมและกลไกการตรวจสอบของประเทศจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมหรือไม่ และจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งหน่วยงานรัฐ ประชาชน และผู้ที่คิดจะใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมในอนาคต

ผู้เสียหายทุกคนยังคงรอคอยความเป็นธรรมและหวังว่าจะได้รับเงินที่ถูกหลอกไปคืน พร้อมกับต้องการให้ผู้กระทำความผิดได้รับการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การกระทำความผิดจะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมไทย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะมีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลใดๆ ก็ตาม