วงการบันเทิงไทยเกิดความวุ่นวายหลังการเสียชีวิตของ “เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร” นักแสดงอาวุโสและผู้กำกับชื่อดัง เมื่อภรรยาคนปัจจุบันยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการสูงสุด อ้างถูกลูกสาวขับไล่ออกจากบ้าน ขณะที่ลูกสาวออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าพ่อกับผู้หญิงคนดังกล่าวเลิกกันมานานแล้ว และไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในทรัพย์สิน
ภรรยาคนปัจจุบันยื่นร้องเรียนอัยการสูงสุด
วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม นำภรรยาคนปัจจุบันของ เอ๋ ไพโรจน์ ไปยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยอ้างว่าเป็นภรรยาที่อยู่กินกับนักแสดงชื่อดังมานานกว่า 20 ปี
ข้อกล่าวหาหลัก ประกอบด้วย:
- ถูกบุตรสาวจากภรรยาคนแรกขับไล่ออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
- มีการเปลี่ยนลูกบิดและกุญแจบ้าน ทำให้ไม่สามารถกลับเข้าไปในบ้านได้
- ยังมีทรัพย์สินและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอยู่ภายในบ้าน
- มีความคลางแคลงใจในสาเหตุการเสียชีวิตของ เอ๋ ไพโรจน์
ผู้ร้องเรียนระบุว่าหลังพิธีฌาปนกิจศพ เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ชวนสงสัย จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอความคุ้มครองสิทธิให้สามารถกลับเข้าบ้านและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข
ลูกสาวออกมาโต้แรง ชี้เลิกกันมา 5-6 ปีแล้ว
เบสท์ ปณิชา ลูกสาวของ เอ๋ ไพโรจน์ ออกมาให้สัมภาษณ์โต้ทุกข้อกล่าวหา โดยย้ำว่าพ่อกับผู้หญิงคนดังกล่าวเลิกกันมานานแล้ว และไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
“คือข้อเท็จจริงในสิ่งที่พ่อพูด มันมีอยู่แล้วในคลับฟรายเดย์ พ่อพูดค่อนข้างจะครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะตั้งคำถามไหน มันก็มักจะมีคำตอบอยู่ในคลิปที่พ่อพูดอยู่แล้ว ว่าคนที่รับรู้ คือคนรอบรอบตัวที่รู้แล้วว่า เค้าเลิกกันมาสี่ห้าปีแล้ว คำว่าสี่ห้าปีปีที่แล้ว นั่นก็แปลว่า ณ วันนี้คือห้าหกปี” เบสท์กล่าว
ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
เบสท์เน้นย้ำว่าการเลิกกันในครั้งนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวไม่ได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากไม่มีทะเบียนสมรส จึงไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะมาร้องเรียนได้
“ปัญหาคือว่า ตอนเนี่ย อีกฝ่ายกำลังพยายามอ้างและประกาศให้ผู้คนรู้ว่าทุกวันนี้ จน ณ เวลาที่พ่อเสียชีวิต จริงๆ เค้าเป็นเมียอยู่นะ ที่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินของพ่อนะ แต่ในความเป็นจริง คือเค้าเลิกกันแล้ว และการเลิกกันในครั้งนั้น เค้าก็ไม่ได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย มันไม่ได้มีทะเบียนสมรสอยู่แล้ว คือไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะมาร้องอะไรได้อยู่แล้ว”
เคยเสนอความช่วยเหลือแล้ว
เบสท์เปิดเผยว่าหลังจากเสร็จงานศพพ่อ เธอได้คุยกับผู้หญิงคนดังกล่าวแล้วเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน และได้เสนอความช่วยเหลือในการหาที่อยู่ใหม่
“ซึ่งหลังจากที่เสร็จงานพ่อมา เบสท์ก็ได้คุยกับเขาแล้วว่า ในเรื่องสิทธิ์ในทรัพย์สินมันไม่มี แต่ว่าเบสยินดีที่จะช่วยเหลือในบางส่วน ในการที่จะหาที่อยู่ใหม่ หรืออะไรก็ตาม เรานึกว่าการคุยครั้งนั้นน่ะ มันจบแล้ว เข้าใจตรงกัน แต่ก็มีการพยายามที่จะทำอะไรต่อ คุยกับคนนู้นคนนี้ เพื่อที่จะประกาศให้สังคมรู้ว่า เค้าเป็นเมียอยู่”
ยืมรถไม่คืน
เบสท์ยังเปิดเผยปัญหาเรื่องรถยนต์ที่ผู้หญิงคนดังกล่าวยืมไปใช้แล้วไม่คืน ซึ่งทำให้ต้องไปแจ้งความว่ายักยอกทรัพย์
“รถคันนึงทุกวันนี้ เค้ายืมไปใช้ เค้าก็ไม่คืน ทุกวันนี้รถอยู่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งรถก็เป็นชื่อของคุณพ่อ รถเราจะมีสองคัน คันนึงอยู่กับเค้า เค้าบอกยืมไปใช้ ก็คือยืมไปใช้ก็ไม่คืน ไม่เห็นเค้าขับ ก็คงเอาไปซ่อนเรา คงกลัวว่าถ้าเอามาจอดแล้วเราจะขับไปหรือเปล่า”
ความจริงเรื่องการอยู่ร่วมกัน
เบสท์อธิบายสถานการณ์ในบ้านว่า แม้ทั้งคู่จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ได้แยกห้องนอนกันมานานแล้ว และไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ
“จริงๆ พ่ออยู่ตลอดแต่ว่าผู้หญิงคนนี้ พอเลิกกับพ่อ เค้าก็แยกห้องนอนกัน เค้าเลิกกันมาห้าหกปีที่แล้ว แล้วเค้าก็แยกห้องนอนกัน แล้วต่างคนก็ต่างล็อกห้องนอนตัวเอง พูดง่ายๆ คือคนภายนอกอาจจะเห็นว่าอยู่บ้านเดียวกัน แต่ถ้าคนอยู่ใกล้ๆ รอบๆ ตัว ก็จะเห็นเลยว่า อ๋อ เค้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไร เค้าแยกกันชัดเจน งานก็ไม่เคยไปด้วยกัน คือทำอะไรก็แยกกันหมด”
ประวัติบ้านหลังนี้
เบสท์ชี้แจงว่าบ้านหลังดังกล่าวมีมาก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะเข้ามา และเธอเองก็อยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่เด็ก
“คือบ้านหลังเนี่ย เบสอยู่ตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้ 46 ปี คือบ้านหลังเนี่ยอยู่ตอนเด็ก แล้วก็ย้ายไปเรียนเชียงใหม่ พอเรียนเชียงใหม่จบ ก็ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้อีก… บ้านหลังนี้ ลุงป้า ลูกพี่ลูกน้องเบสก็ยังเคยอยู่ ย่าเบสก็เคยอยู่”
เหตุการณ์หลังการเสียชีวิต
เบสท์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังพ่อเสียชีวิต รวมถึงการค้นพบว่าผู้หญิงคนดังกล่าวมีกุญแจห้องนอนของพ่อ และมีของหายไป
การค้นพบกุญแจลับ
“ตอนที่พ่อเสียชีวิตแล้ว ว่าเค้ามีกุญแจที่จะเข้าไปห้องพ่อได้ ในวันที่พ่อมีชีวิตอยู่ พ่อไม่เคยรู้เลยว่าเค้ามีกุญแจ เพราะว่าพ่อล็อกห้องนอนเค้าตลอด ซึ่งจริงๆ เราอ่ะ ไม่เชื่อว่าเค้าอ่ะไม่มีกุญแจ ของบางอย่างมีการหาย ซึ่งเราเอะใจไม่เชื่อว่าเขาไม่มีกุญแจ คนอยู่ในบ้านแค่นี้ ไม่มีคนนอกมาหยิบได้”
การเปลี่ยนกุญแจเพื่อป้องกันขโมย
หลังจากพบว่ามีของหายในห้องนอนพ่อ เบสท์จึงไปแจ้งความและขออนุญาตตำรวจเปลี่ยนกุญแจเพื่อป้องกันขโมย
“ระหว่างที่ไปแจ้งความก็ถามตำรวจว่าถ้ากรณีแบบนี้หนูไม่รู้ว่าจะมีของอะไรหายอีกไหม เพราะของในบ้านพ่ออาจจะไม่ได้มีราคากับคนอื่นก็ได้ แต่มันมีคุณค่ามีราคาสำหรับเรา จะขอเปลี่ยนกุญแจได้ไหม เพราะช่วงนี้ไม่เห็นเขาอยู่บ้าน ตำรวจบอกก็ทำได้ในฐานะทายาท ไม่ต้องรอเป็นผู้จัดการมรดก”
เหตุการณ์วันงานศพ
เบสท์เปิดเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันงานศพ โดยผู้หญิงคนดังกล่าวได้ไปรับซองบุญโดยไม่แจ้งให้ทราบ
“วันงานเขาก็ไป มีการไปรับซองไม่ได้บอกเบสท์ ตอนแรกเบสท์ไม่รู้ เพราะวันที่สามมีคนบอกว่าเบสท์ต้องอยู่ตรงนี้นะ รับแขก คือเขาไม่ได้เป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายในงาน เขาเป็นคนรับซองแล้วเก็บกลับบ้าน”
การคืนซองบุญ
มีแขกคนหนึ่งมาแจ้งว่าได้ใส่ซองบุญให้แต่ไม่มั่นใจว่าไปถึงมือเบสท์หรือไม่ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีซองดังกล่าว ผู้หญิงคนนี้จึงเอาซองมาคืนในภายหลัง
“มีแขกคนนึง มาวันที่สอง เขารู้สึกไม่สบายใจ ที่ไม่ได้เอาสองให้น้องเบส ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมเขาเขียนหน้าซองแบบนี้นะ แล้วก็เขียนยอดเงินหน้าซองเลย… ปรากฏว่าไม่มี อีกวันเขาเอาซองมาคืน”
ข้อโต้แย้งเรื่องการเสียชีวิต
เบสท์โต้แย้งข้อสงสัยเรื่องการเสียชีวิตของพ่อ โดยชี้ว่าผู้หญิงคนดังกล่าวอาจไม่เคยเห็นใบมรณบัตรหรือไม่รู้อาการของพ่อในช่วงสุดท้าย
“ในมุมที่เขาติดใจการตายของพ่อ เขาอาจจะไม่เคยเห็นใบมรณบัตรพ่อหรือเปล่า เขาไม่ได้ไปรับศพพ่อเขาไม่ได้ไปยื่นเอกสารเขาไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่ทำคือเบสท์ ซึ่งใบมรณบัตรมันก็ชัดเจนมีการชันสูตรศพแล้วถึงออกใบมรณบัตรได้ ว่าเป็นลิ่มเลือดหัวใจอุดตัน”
อาการป่วยก่อนเสียชีวิต
“ในช่วงสามสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าคุณบอกว่าเป็นเมียหรืออยู่ในบ้านเดียวกัน คุณก็ต้องรู้สิว่าอาการพ่อเป็นยังไง พ่อมีอาการลิ้นแข็งพูดไม่ชัด ต้องรู้อยู่แล้ว จะมาติดใจอะไร ญาติพี่น้องไม่มีใครติดใจอะไร รับรู้กันอยู่แล้ว เขาพยายามสร้างประเด็น”
ข้อยุติ
เบสท์ยืนยันว่าทุกสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ และพร้อมสู้ตามกระบวนการทางกฎหมาย
“คือทุกอย่างอ่ะ เบสท์ชัดเจน แล้วก็มีสิ่งที่พิสูจน์ อธิบายได้ ถูกหมด ถูกต้องหมด ไม่มีอะไรไม่จริงจะพูด คืออย่างที่เบสบอกว่า ทางโน้นน่ะพยายามจะทำข่าว ให้นักข่าวสนใจเยอะๆ เพื่อที่จะได้เป็นประเด็นในสิ่งที่เขาต้องการว่า เขามีสิทธิ์ว่าเขาเป็นเมีย แต่ในความจริงไม่มีเลย”
เบสท์สรุปท้ายว่า “ตอนแรกอยากช่วยเขา แต่พอมารู้เรื่องต่างๆ เลยรู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้ก็ตามขั้นตอนกฎหมายไป เราสู้อยู่แล้ว เรื่องมันชัดเจนอยู่แล้ว มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว”
กรณีนี้คาดว่าจะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายต่อไป เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจนในเรื่องสิทธิมรดกและการอยู่อาศัยในบ้านของ เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร นักแสดงอาวุโสผู้ล่วงลับ