เมเจอร์ จับมือ เถ้าแก่น้อย ลงทุน 100 ล้านบาท ตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ เปิดศึกตลาดป๊อปคอร์นพร้อมทาน

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศข่าวดีสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เรื่องการลงทุนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

การร่วมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ “บริษัท ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อปคอร์น จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียนรวม 100 ล้านบาท โดยมีการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นอย่างชัดเจน เถ้าแก่น้อยจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 51% หรือมูลค่า 51 ล้านบาท ขณะที่เมเจอร์จะถือหุ้น 49% คิดเป็นเงินลงทุน 49 ล้านบาท

โครงสร้างการเงินและแผนการชำระเงิน

แหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนครั้งนี้จะมาจากกระแสเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากภายนอก ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของทั้งสองบริษัท การชำระเงินจะแบ่งออกเป็นงวด โดยงวดแรกจำนวน 24.5 ล้านบาทจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2568 ส่วนงวดถัดไปจะดำเนินการเมื่อมีความจำเป็นในการขยายธุรกิจหรือเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท

เป้าหมายการเข้าสู่ตลาดป๊อปคอร์นพร้อมทาน

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งนี้คือการรุกตลาดป๊อปคอร์นสำเร็จรูปพร้อมทาน (Ready-to-eat) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีมูลค่ารวมหลายพันล้านบาท การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เมเจอร์จะนำประสบการณ์และฐานลูกค้าจากธุรกิจโรงภาพยนตร์มาใช้ ขณะที่เถ้าแก่น้อยจะใช้ความเชี่ยวชาญในการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอาหารเสริม

กลยุทธ์การขยายธุรกิจของเมเจอร์

การตัดสินใจจับมือกับเถ้าแก่น้อยในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขยายธุรกิจของเมเจอร์ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ โดยเฉพาะการต่อยอดจากสินค้าเรือธงอย่าง “ป๊อปคอร์น” ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากในโรงภาพยนตร์สู่ตลาดใหม่ที่กว้างขึ้น

ป๊อปคอร์นถือเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับเมเจอร์อย่างมากจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ ด้วยฐานลูกค้าที่มีความภักดีสูงและยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดป๊อปคอร์นพร้อมทานจึงเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเหตุผลและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายช่องทางมากกว่าเดิม

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 ที่ชะลอตัว

ท่ามกลางการประกาศความร่วมมือครั้งใหม่นี้ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2/2568 ที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่

ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีรายได้รวม 1,940 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2567 ที่มีรายได้ 2,033 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท พบว่ารายได้ของบริษัทลดลง 93 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 และที่น่าวิตกกว่านั้นคือกำไรสุทธิลดลงถึง 108 ล้านบาท หรือร้อยละ 46

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในครั้งนี้มาจากการที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์มีรายได้ลดลง เนื่องจากในไตรมาส 2/2567 มีภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง “หลานม่า” และ “อนงค์” ซึ่งทำให้มีจำนวนผู้ชมและรายได้จากป๊อปคอร์นสูงกว่าปกติ

ในขณะที่ไตรมาส 2/2568 ไม่มีภาพยนตร์ที่สร้างกระแสได้อย่างรุนแรงเท่ากับปีก่อน ส่งผลให้จำนวนผู้ชมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้จากทั้งบัตรชมภาพยนตร์และป๊อปคอร์นที่ลดลงตามไปด้วย นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความผันผวนของธุรกิจบันเทิงที่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและความนิยมของผู้บริโภค

ธุรกิจในเครือที่ยังคงเติบโต

แม้ว่าธุรกิจหลักจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ธุรกิจในเครือบางส่วนของเมเจอร์ยังคงสามารถเติบโตได้ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง

ธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับกลยุทธ์และปรับปรุงพื้นที่ให้ทันสมัยมากขึ้น การลงทุนในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้ผลตอบรับที่ดี

ธุรกิจพื้นที่เช่าและบริการ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากจำนวนร้านค้าที่เพิ่มขึ้นในสาขาสุขุมวิท การขยายพื้นที่เช่าและการดึงดูดผู้เช่าใหม่ได้สร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัท

ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ มีรายได้ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากปีที่แล้วมีรายได้เพิ่มเติมจากการฉายภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด” และ “ของแขก” ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นรายได้พิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้

การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ในด้านการบริหารต้นทุน บริษัทมีต้นทุนขายและบริการรวม 1,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 13 ล้านบาท หรือร้อยละ 1 จากปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรขั้นต้นลดลงจากร้อยละ 36 เหลือร้อยละ 32 ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ถึง 76 ล้านบาท หรือร้อยละ 13 ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการที่รายได้ลดลงได้ในระดับหนึ่ง การควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของฝ่ายบริหารในการรับมือกับสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและนักลงทุน

การประกาศข่าวการร่วมทุนกับเถ้าแก่น้อยควบคู่กับการเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวได้สร้างสัญญาณที่หลากหลายสู่ตลาด ในด้านบวก นักลงทุนมองว่าการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่เป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องในการหาแหล่งรายได้ใหม่และลดการพึ่งพาธุรกิจหลัก

การร่วมมือกับเถ้าแก่น้อยซึ่งมีประสบการณ์และความแข็งแกร่งในตลาดอาหารเสริมถือเป็นการเลือกพันธมิตรที่เหมาะสม ความสามารถในการผลิต การจัดจำหน่าย และการสร้างแบรนด์ของเถ้าแก่น้อยจะช่วยให้เมเจอร์สามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวโน้มและความท้าทายในอนาคต

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขันจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และความไม่แน่นอนของตลาดภาพยนตร์ การขยายธุรกิจสู่สาขาใหม่จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัท

ตลาดป๊อปคอร์นพร้อมทานมีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีความต้องการความสะดวกสบายและสินค้าที่มีคุณภาพ การใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงและฐานลูกค้าที่มีอยู่ของเมเจอร์ในการส่งเสริมสินค้าใหม่อาจเป็นจุดแข็งสำคัญ

บทสรุปและมุมมองอนาคต

การร่วมทุนระหว่างเมเจอร์และเถ้าแก่น้อยในการตั้งบริษัทใหม่เพื่อรุกตลาดป๊อปคอร์นพร้อมทานเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับตัวของธุรกิจในยุคที่การแข่งขันรุนแรงและตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ผ่านมาจะชะลอตัว แต่การลงทุนครั้งนี้อาจเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต

ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด การสร้างช่องทางจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสม นักลงทุนและผู้ติดตามจะต้องเฝ้าติดตามการพัฒนาของโครงการนี้ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงกลยุทธ์การขยายธุรกิจของเมเจอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการปรับตัวของธุรกิจไทยในการหาโอกาสใหม่และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การติดตามผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดไปจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแนวทางที่เลือกจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้ถือหุ้นได้หรือไม่