เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 06.20 น. เมื่อนายพรชัย สร้อยทอง ชายวัย 46 ปี เดินทางมาตรวจสอบเครื่องสูบน้ำบริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรบางเลน ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ด้วยความที่เป็นงานประจำวันของเขา นายพรชัยไม่คิดว่าจะพบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวในเช้าวันนั้น
ขณะที่เขาเดินมาถึงบริเวณริมคลองชลประทาน สายตาของเขาก็จับไปที่สิ่งผิดปกติกลางสายน้ำ มีวัตถุสีเข้มลอยอืดอยู่กลางคลอง เมื่อแรกเห็นนายพรชัยยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นก็ทำให้เขาต้องสะดุ้งเสียจนถอยหลังไปสองสามก้าว สิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่ใช่กอไม้หรือขยะตามที่คาดไว้ แต่เป็นศพของหญิงคนหนึ่งที่ลอยคว่ำหน้าอยู่ท่ามกลางสายน้ำ สภาพของศพเริ่มเน่าเปื่อยและขึ้นอืดจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งออกมา นายพรชัยรีบวิ่งออกมาจากบริเวณนั้นทันทีและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน
การแจ้งเหตุครั้งนี้ได้รับการติดต่อไปยังร้อยตำรวจโทธนัช คำมา รองสารวัตร(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรบางเลน ผู้ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ร.ต.ท.ธนัช รับทราบเรื่องและรีบรายงานต่อผู้บังคับบัญชาอย่างพันตำรวจเอกอภิศักดิ์ กำเนิด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางเลน ซึ่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุในทันที พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือ
การตรวจสอบที่เกิดเหตุและการพบหลักฐานสำคัญ
ภายในเวลาไม่นาน ทีมงานเจ้าหน้าที่ประกอบด้วยชุดสืบสวนจากสถานีตำรวจภูธรบางเลน เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน ภาค 7 และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม จุดบางเลน ได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณคลองชลประทานที่มีระดับน้ำเกือบเต็มตลิ่งเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบบริเวณโดยรอบก่อนที่จะดำเนินการกู้ศพขึ้นมาจากน้ำ
จากการสังเกตเบื้องต้นในขณะที่ศพยังลอยอยู่ในน้ำ เจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ตายเป็นหญิงสวมเสื้อแขนกุดลายลูกไม้สีน้ำตาล และกางเกงขาสั้นสีดำ ศพอยู่ในท่าคว่ำหน้า สภาพของศพแสดงให้เห็นว่าได้อยู่ในน้ำมานานหลายวัน เพราะผิวหนังเริ่มลอกออกมาและส่วนต่างๆ ของร่างกายขึ้นอืดจนบวมพอง กลิ่นเหม็นของการเน่าเปื่อยกระจายไปทั่วบริเวณ
เมื่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิทำการดึงศพขึ้นมาจากน้ำ ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างตกตะลึงกับสิ่งที่พบ บริเวณลำคอของผู้ตายปรากฏร่องรอยของสายไฟที่ถูกรัดจนแน่นจนทำให้เกิดรอยกดลึก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การจมน้ำธรรมดา แต่เป็นการฆาตกรรมที่ดำเนินการอย่างโหดเหี้ยม สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือบริเวณเอวของศพมีการมัดติดกับแท่งปูนหล่อขนาดใหญ่พร้อมกับท่อแป๊บน้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ว่าเป็นของหนักที่คนร้ายใช้ถ่วงศพเพื่อไม่ให้ลอยขึ้นมาจากใต้น้ำ
การผูกมัดของหนักนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้กระทำผิดในการปกปิดหลักฐานและอำพรางการกระทำของตนเอง การเลือกใช้แท่งปูนหล่อซึ่งมีน้ำหนักมาก รวมถึงท่อแป๊บน้ำที่แข็งแรง บ่งบอกว่าคนร้ายต้องการให้แน่ใจว่าศพจะไม่ลอยขึ้นมาจากน้ำ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการถ่วงน้ำดังกล่าว แต่เนื่องจากกระบวนการเน่าเปื่อยของศพที่ทำให้เกิดแก๊สภายในร่างกาย ทำให้ศพมีการพองตัวจนลอยขึ้นมาในที่สุด
การชันสูตรพลิกศพและการประเมินเวลาเสียชีวิต
หลังจากนำศพขึ้นมาจากน้ำแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด จากสภาพของศพที่มีการขึ้นอืดอย่างชัดเจน ผิวหนังเริ่มลอกออกมา และมีสีของการเน่าเปื่อย เจ้าหน้าที่ประเมินเบื้องต้นว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 วัน นับจากวันที่พบศพ หากคำนวณย้อนกลับไปจะตรงกับประมาณวันที่ 31 ตุลาคม หรือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567
การตรวจสอบพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากการถูกรัดคอด้วยสายไฟจนทำให้หมดสติและหยุดหายใจ รอยรัดบริเวณคอแสดงให้เห็นถึงการใช้กำลังอย่างมาก และคงใช้เวลาพอสมควรจนกระทั่งเหยื่อหยุดหายใจ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบร่างกายส่วนอื่นๆ เพื่อหาบาดแผลหรือหลักฐานอื่นที่อาจบ่งบอกถึงการต่อสู้หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
สิ่งที่ทำให้การสืบสวนยากขึ้นก็คือการที่ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกตัวตนของผู้ตาย ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีเอกสารใดๆ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะพกติดตัวไปเสมอ สิ่งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายได้นำเอกสารและสิ่งของมีค่าทั้งหมดออกไปก่อนที่จะทิ้งศพลงน้ำ เพื่อชะลอการระบุตัวตนและการสืบสวน
การค้นหาตัวตนและการเชื่อมโยงกับกรณีคนหาย
เนื่องจากไม่พบหลักฐานบ่งชี้ตัวบุคคลใดๆ เลย เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานไปยังนางณัฐพร ทาสี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบางเลน ซึ่งมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อช่วยตรวจสอบว่าผู้ตายเป็นชาวบ้านในพื้นที่หรือไม่ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด นางณัฐพรให้ข้อมูลว่าไม่มีหญิงคนใดในหมู่บ้านที่มีลักษณะตรงกับผู้ตาย และในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ไม่มีรายงานคนหายหรือผู้หญิงคนใดที่หายตัวไปอย่างปริศนา
การไม่สามารถระบุตัวตนได้จากชุมชนท้องถิ่นทำให้งานสืบสวนยากขึ้น เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายการค้นหาไปยังพื้นที่ใกล้เคียง โดยประสานกับสถานีตำรวจในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดรอบข้างทั้งหมด ขอให้ตรวจสอบรายงานคนหายในช่วงเวลาที่คาดว่าเหยื่อเสียชีวิต พร้อมกับส่งรูปถ่ายและรายละเอียดลักษณะของผู้ตายไปเพื่อเปรียบเทียบ
การค้นหานี้ได้รับผลลัพธ์ที่น่าสนใจเมื่อชุดสืบสวนจากสถานีตำรวจภูธรบางเลนตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 มีการแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร โดยนายวินัย (นามสมมติ) ชายหนุ่มวัย 26 ปี ได้มาแจ้งว่ามารดาของเขาคือนางสาวลักษณ์ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี ได้หายตัวออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2567
รายละเอียดที่น่าสนใจคือนางสาวลักษณ์ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นจู๊ค สีดำ ทะเบียน 3กถ 6181 กรุงเทพมหานคร ออกไปจากบ้าน และพกโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone ไปด้วย 1 เครื่อง หลังจากออกไปแล้วก็ไม่มีใครติดต่อได้เลย โทรศัพท์ปิดสัญญาณ และไม่มีการใช้งานบัตรเครดิตหรือบัตร ATM เลย ลูกชายของเธอกังวลมากเพราะมารดาไม่เคยหายตัวแบบนี้มาก่อน และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะหายตัวไปโดยไม่บอกใคร
การเชื่อมโยงหลักฐานและการรอผลการชันสูตร
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกรณีคนหายจากสมุทรสาคร ก็เริ่มเห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนขึ้น ระยะเวลาที่นางสาวลักษณ์หายตัว (2 พฤศจิกายน) ตรงกับช่วงเวลาที่ประเมินว่าผู้ตายเสียชีวิต (ประมาณ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน หรืออาจจะถึง 2 พฤศจิกายน) อายุของนางสาวลักษณ์ที่ 49 ปี ก็ใกล้เคียงกับการประเมินอายุของผู้ตายจากสภาพร่างกาย และที่สำคัญคือลักษณะรูปร่างและเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็มีความคล้ายคลึงกับคำบรรยายของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพของศพที่เน่าเปื่อยมาก ทำให้การระบุตัวตนด้วยสายตาเปล่าทำได้ยาก เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานให้นายวินัยเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อให้การทางนิติเวชศาสตร์และเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากเขาไปทำการเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของผู้ตาย ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันตัวตน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจสอบทันตกรรม (หากมีข้อมูลทางทันตกรรมของนางสาวลักษณ์จากคลินิก) และอาจใช้วิธีการเปรียบเทียบรอยนิ้วมือหากสามารถทำได้ แม้ว่าจะยากเนื่องจากสภาพของผิวหนัง ขณะนี้ศพได้ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่นอนและเก็บหลักฐานทางนิติเวชศาสตร์ทุกอย่างที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน
การวิเคราะห์แรงจูงใจและตั้งประเด็นสังหาร
จากหลักฐานทั้งหมดที่พบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งประเด็นสังหารเบื้องต้นว่าคดีนี้น่าจะเป็นการฆาตกรรมโดยคนใกล้ชิดหรือคนรู้จักของผู้ตาย การวิเคราะห์นี้มาจากหลายปัจจัย ประการแรก ผู้ตายได้ออกจากบ้านด้วยรถยนต์ของตนเอง แสดงว่าเธอไม่ได้ถูกลักพาตัว แต่น่าจะได้รับการนัดหมายหรือไปพบใครบางคนโดยสมัครใจ
ประการที่สอง การที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ที่รุนแรง (นอกจากรอยรัดคอ) บนร่างกายของเหยื่อ อาจบ่งบอกว่าเหยื่อรู้จักและไว้วางใจคนร้าย จึงไม่ได้ระแวดระวังหรือคาดคิดว่าจะถูกทำร้าย อาจเป็นไปได้ว่าคนร้ายเข้าใกล้เหยื่อจากข้างหลังหรือในขณะที่เหยื่อไม่ได้ตั้งตัว แล้วใช้สายไฟรัดคอจนเหยื่อหมดสติและเสียชีวิต
ประการที่สาม ความพยายามในการอำพรางศพและปกปิดหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าคนร้ายกลัวที่จะถูกเชื่อมโยงกับเหยื่อ การเลือกใช้แท่งปูนหล่อและท่อแป๊บน้ำเพื่อถ่วงศพ การนำเอกสารและสิ่งของส่วนตัวทั้งหมดออกไป รวมถึงการเลือกสถานที่ทิ้งศพที่ห่างไกลจากที่พักอาศัยของเหยื่อ ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคนร้ายรู้จักเหยื่อเป็นอย่างดีและกลัวว่าจะถูกตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่คาดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุอาจมาจากความขัดแย้งส่วนตัว อาจเป็นเรื่องความรัก ปัญหาทางการเงิน หรือความแค้นส่วนตัวที่สะสมมานาน การที่เหยื่อออกมาพบคนร้ายโดยไม่บอกครอบครัว และการที่โทรศัพท์ถูกนำออกไป ทำให้คาดว่าเหยื่ออาจไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเธอไปพบใคร หรืออาจเป็นการนัดพบที่เป็นความลับ
การดำเนินการสืบสวนและการตรวจสอบกล้องวงจรปิด
หลังจากตั้งประเด็นสังหารแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนอย่างเต็มที่ โดยมีหลายแนวทางที่ดำเนินการพร้อมกัน แนวทางแรกและสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งหมดในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้สั่งการให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทางคลองชลประทานในอำเภอบางเลน เพื่อหาว่ามีรถยนต์หรือบุคคลต้องสงสัยคันใดหรือคนใดเคลื่อนไหวในบริเวณนั้นในช่วงเวลาที่คาดว่ามีการทิ้งศพ
นอกจากนี้ยังได้ขยายการตรวจสอบไปยังเส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัดสมุทรสาครและอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงและถนนสายหลักที่รถยนต์นิสสัน จู๊ค สีดำ ทะเบียน 3กถ 6181 กรุงเทพมหานคร ของเหยื่ออาจจะผ่าน การติดตามรถยนต์คันนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสืบสวน เพราะหากพบรถยนต์ได้ จะสามารถตรวจหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ภายในรถ รวมถึงอาจพบดีเอ็นเอหรือรอยนิ้วมือของคนร้าย
แนวทางที่สองคือการสืบสวนเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเหยื่อ เจ้าหน้าที่ได้สัมภาษณ์นายวินัย ลูกชายของผู้ตาย และสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ปัญหาครอบครัว หรือความขัดแย้งใดๆ ที่อาจเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ นอกจากนี้ยังตรวจสอบบัญชีธนาคาร ประวัติการโทร และข้อความในโทรศัพท์มือถือของเหยื่อ (หากพบโทรศัพท์) เพื่อหาเบาะแสว่าเหยื่อได้ติดต่อกับใครก่อนหายตัว
แนวทางที่สามคือการค้นหารถยนต์นิสสัน จู๊ค โดยประสานกับหน่วยงานขนส่งและตำรวจจราจรทั่วประเทศ ตรวจสอบกล้องจับความเร็วและกล้องวงจรปิดที่จุดเก็บค่าทางด่วน ซึ่งอาจจะชี้ให้เห็นเส้นทางการเดินทางของรถยนต์คันดังกล่าว และอาจนำไปสู่การค้นพบตัวรถยนต์ที่ถูกซ่อนหรือทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง
ความคาดหวังในการคลี่คลายคดี
พันตำรวจเอกอภิศักดิ์ กำเนิด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางเลน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างหนักในการสืบสวนคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่โหดร้ายและมีการวางแผนอย่างรอบคอบ แต่เชื่อว่าจะสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยและจับกุมได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับผลการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดและผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอ
เจ้าหน้าที่มีความมั่นใจว่าคนร้ายต้องทิ้งหลักฐานไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด รอยนิ้วมือในรถยนต์ หรือพยานที่เห็นเหตุการณ์บางส่วน ทุกหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ จะถูกรวบรวมและวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อสร้างภาพรวมของเหตุการณ์และชี้ตัวผู้กระทำผิด
คดีนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่บางเลนและจังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะในวันลอยกระทงซึ่งเป็นวันที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขและการขอขมา กลับกลายเป็นวันที่พบเหตุการณ์สยดสยองเช่นนี้ ชาวบ้านหลายคนแสดงความเป็นห่วงและหวังว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้เร็วๆ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน
ส่วนครอบครัวของนางสาวลักษณ์นั้นอยู่ในความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง พวกเขายังคงหวังว่าศพที่พบอาจจะไม่ใช่มารดาของพวกเขา แต่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงและต้องการเพียงความยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิต หากยืนยันแล้วว่าผู้ตายคือมารดาของพวกเขา พวกเขาจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อหาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย
คดีฆาตกรรมที่บางเลนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความโศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่ง แต่ยังเป็นการเตือนใจสังคมให้ตระหนักถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และความสำคัญของการป้องกันอาชญากรรม ขณะนี้ทุกฝ่ายรอคอยผลการสืบสวนและหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้เสียชีวิตได้พักผ่อนอย่างสงบและครอบครัวได้รับความยุติธรรมที่สมควรได้รับ