กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (สอท.) ได้ดำเนินการจับกุมเครือข่ายค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากติดตามพฤติกรรมการกระทำความผิดทางออนไลน์ โดยพบการโพสต์รูปอาวุธปืนและกระสุนปืนในกลุ่มไลน์ซื้อขายอาวุธปืน และอุปกรณ์ตกแต่งอาวุธปืนอย่างเปิดเผย ซึ่งการดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการค้าอาวุธผิดกฎหมายที่มีการขยายตัวผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ
คำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุด เน้นปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย
พลตำรวจเอก ทรงศักดิ์ สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ พลตำรวจตรี ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พันตำรวจเอก ธีระ เชื้อสุวรรณ ผู้กำกับการกองบังคับการ 4 บก.สอท.5 พันตำรวจโท คมสัน สมอ่อน สารวัตรกองกำกับการ 4 บก.สอท.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.สอท.5 เข้าดำเนินการตามหมายค้นที่ได้รับอนุมัติจากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจค้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 5 เป้าหมาย
การสั่งการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการค้าอาวุธผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสังคมในวงกว้าง การดำเนินคดีในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสกัดกั้นเครือข่ายอาวุธปืนผิดกฎหมายไม่ให้แพร่กระจายไปสู่กลุ่มอาชญากรหรือผู้มีเจตนาร้าย
บุกค้น 5 จุด รวบผู้ต้องหา 3 ราย
จากการดำเนินการตามหมายค้นในทั้ง 5 เป้าหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 ราย ประกอบด้วย นายสรยุทธ์ อายุ 35 ปี นายภีชพงค์ อายุ 29 ปี และนายพิสิฐ อายุ 26 ปี ซึ่งทั้ง 3 รายเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายและมีพฤติกรรมการโพสต์โชว์อาวุธปืนในกลุ่มไลน์ซื้อขายอาวุธปืนและอุปกรณ์ตกแต่งอาวุธปืนอย่างเปิดเผย
การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรมการกระทำความผิดทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบจนสามารถยื่นขอหมายค้นจากศาลได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของหน่วยงานในการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์
ยึดของกลางมูลค่าสูง อาวุธปืนหลากหลายชนิด
จากการตรวจค้นพบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย อาวุธปืนขนาด .357 ยี่ห้อสมิธแอนด์เวสสัน จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นปืนลูกโม่ขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทำลายล้างสูง อาวุธปืนลูกซองยาว จำนวน 1 กระบอก ที่มีประสิทธิภาพในการยิงระยะใกล้ อาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติยี่ห้อ CZ ขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นปืนที่มีความแม่นยำและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
นอกจากอาวุธปืนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบชุดโครงส่วนบนและลำกล้องปืนที่ใช้ร่วมกับปืนกล็อค 19 ซึ่งเป็นปืนยี่ห้อดังที่มีชื่อเสียงในด้านความทนทานและความแม่นยำ การพบชุดโครงปืนแยกชิ้นส่วนแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของเครือข่ายที่อาจมีการประกอบอาวุธปืนเองหรือทำการปรับแต่งอาวุธปืนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
พบท่อลดเสียงปืนและกระสุนจำนวนมาก
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการพบท่อลดเสียงปืน หรือที่เรียกกันว่า Silencer จำนวน 2 อัน ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ที่ห้ามมิให้บุคคลทั่วไปครอบครองตามกฎหมาย เนื่องจากอุปกรณ์ชนิดนี้มักถูกใช้ในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น การลอบสังหาร เพราะสามารถลดเสียงจากการยิงปืนให้เบาลงจนแทบไม่มีใครได้ยิน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถดำเนินการได้อย่างลับๆ และหลบหนีได้ง่าย
นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนจำนวน 38 นัด ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควรและแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหามีความพร้อมในการใช้อาวุธปืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เก็บสะสมหรือโชว์ตามกลุ่มออนไลน์เท่านั้น ขณะเดียวกันก็พบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 10 อัน ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ซื้อมาจากช่องทางออนไลน์ผิดกฎหมายเช่นกัน
เบื้องหลังการสืบสวน ติดตามพฤติกรรมออนไลน์
การจับกุมในครั้งนี้เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.สอท.5 ได้ตรวจสอบการกระทำความผิดทางออนไลน์ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ของใช้ในการกระทำทารุณกรรมสัตว์ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลทางออนไลน์ว่ามีผู้ต้องหาชอบโพสต์รูปอาวุธปืนและกระสุนปืนในกลุ่มไลน์ซื้อขายอาวุธปืนและอุปกรณ์ตกแต่งอาวุธปืนอย่างต่อเนื่อง
พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ว่าบุคคลเหล่านี้อาจมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง หรืออาจมีการซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนเชิงลึกต่อไป จนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมาย หรือมีอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียน หรือเป็นอาวุธปืนของบุคคลอื่นไว้ในครอบครอง
การติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานใช้เวลาหลายสัปดาห์ โดยเจ้าหน้าที่ได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ต้องหาอย่างละเอียด ตรวจสอบข้อมูลการสื่อสารในกลุ่มไลน์ ติดตามการเคลื่อนไหวและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในเครือข่าย จนมั่นใจว่ามีมูลความผิดเพียงพอที่จะขออนุมัติหมายค้นจากศาลได้
ซุกซ่อนอาวุธในบ้าน 5 หลัง
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาได้นำเอาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนทั้งหมดไปซุกซ่อนไว้ภายในบ้านทั้ง 5 หลังในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี การกระจายการซุกซ่อนอาวุธไว้หลายจุดแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของผู้ต้องหาที่พยายามหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม หากมีการตรวจค้นจุดใดจุดหนึ่ง อาวุธปืนที่เหลือในจุดอื่นๆ ก็ยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยยื่นคำร้องพร้อมแนบพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงมูลความผิดของผู้ต้องหาอย่างชัดเจน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จึงได้ออกหมายค้นให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าทำการตรวจค้นได้
เมื่อเจ้าหน้าที่นำหมายค้นเข้าทำการตรวจค้นบ้านทั้ง 5 หลัง ก็พบของกลางทั้งหมดอยู่ภายในบ้านตามที่สืบสวนไว้ การพบของกลางครบถ้วนสมบูรณ์แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและประสิทธิภาพของการสืบสวนที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการมาอย่างรอบคอบ
คำให้การของผู้ต้องหา เผยที่มาของอาวุธปืน
จากการสอบสวนนายภีชพงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาหลัก เบื้องต้นให้การยอมรับว่าของกลางทั้งหมดเป็นของตนเอง โดยอาวุธปืนลูกซองยาวเป็นปืนที่มีทะเบียน แต่เจ้าของปืนคนเดิมเป็นญาติของภรรยา และตนเองได้ซื้อปืนกระบอกนี้ต่อมาตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตนอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตแบบ ป.3 เพื่อที่จะสามารถครอบครองปืนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติ จึงยังไม่สามารถโอนทะเบียนปืนมาเป็นชื่อของตนเองได้ การครอบครองปืนที่มีทะเบียนของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับการโอนย้ายทะเบียนอย่างถูกต้องนั้นถือเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นกัน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ครอบครองปืนจะต้องเป็นเจ้าของปืนตามทะเบียนเท่านั้น
ปืนกระบอกที่สองมาจากตลาดมือสอง
สำหรับอาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติยี่ห้อ CZ ขนาด 9 มิลลิเมตร นายภีชพงค์ให้การว่าได้ซื้อมาจากเพื่อนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว โดยปืนกระบอกนี้เดิมเป็นปืนที่มีทะเบียน แต่ได้ถูกนำมาขายในตลาดมือสองอย่างผิดกฎหมายหรือที่เรียกว่า “ขายเถื่อน” ต่อกันมาหลายทอดหลายมือ จนตนเองไม่ทราบว่าเจ้าของปืนคนแรกหรือผู้ที่มีชื่อในทะเบียนปืนคือใคร
การซื้อขายปืนแบบเถื่อนเช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย เนื่องจากทำให้อาวุธปืนตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมาย และหากปืนกระบอกนั้นถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรม การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดจะทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีข้อมูลทะเบียนที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้มีตลาดอาวุธปืนผิดกฎหมายขยายตัวอีกด้วย
กระสุนปืนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย
นายภีชพงค์ให้การต่อไปว่า สำหรับกระสุนปืนและลูกซองขนาด 12 ตนได้มาพร้อมกับอาวุธปืนที่ซื้อมา ซึ่งหมายความว่าเมื่อซื้อปืนก็จะได้กระสุนปืนมาด้วยในราคาเดียวกัน ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 10 อัน ตนซื้อมาจากผู้ค้าในเฟซบุ๊กเพื่อไว้สูบเองเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะนำไปจำหน่ายต่อ
อย่างไรก็ตาม การครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นกัน เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ การซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
แจ้งข้อหาหนักหลายข้อหา
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหลายข้อหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ของใช้ในการกระทำทารุณกรรมสัตว์ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
ข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่ายังมิได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะกรณีบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า
และข้อหามียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะท่อลดเสียงปืนที่ถือเป็นยุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
หลังจากการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย พร้อมกับของกลางทั้งหมด นำตัวส่งสถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยผู้ต้องหาจะถูกส่งฟ้องต่อศาลเพื่อพิจารณาคดีตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม
การจับกุมในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยเฉพาะกองกำกับการ 4 บก.สอท.5 ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการติดตามและปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ การดำเนินคดีครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้ที่คิดจะกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่กำลังเฝ้าระวังและพร้อมที่จะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด
ปัญหาการค้าอาวุธออนไลน์ที่ต้องเฝ้าระวัง
กรณีการจับกุมครั้งนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญหาการค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ ในปัจจุบันมีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และแอปพลิเคชันสื่อสารอื่นๆ เป็นช่องทางในการติดต่อซื้อขายอาวุธปืนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างแพร่หลาย
ผู้ค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายมักจะสร้างกลุ่มปิดหรือใช้ชื่อบัญชีปลอมในการติดต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่ บางครั้งมีการใช้รหัสหรือภาษาเฉพาะกลุ่มในการสื่อสาร ทำให้การติดตามทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบและติดตามพฤติกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีและความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและปราบปรามการค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หน่วยงานได้จัดตั้งทีมงานพิเศษเพื่อตรวจสอบและติดตามพฤติกรรมการกระทำความผิดทางออนไลน์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือในการเฝ้าระวังและรายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัย รวมถึงการจัดอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล
ทั้งนี้ ภาครัฐยังได้มีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษและอันตรายของการครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ตลอดจนสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดปัญหาการค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในสังคมไทยให้ลงอย่างยั่งยืน การดำเนินคดีในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการปราบปรามผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่าหน่วยงานความมั่นคงยังคงเฝ้าระวังและพร้อมปกป้องความปลอดภัยของประชาชนอยู่เสมอ