ในยุคที่อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจใหม่ของโลก ไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีหรือระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลังอำนาจละมุนทางวัฒนธรรมที่กำลังสร้างกระแสไปทั่วโลก หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังดึงดูดความสนใจจากวงการบันเทิงนานาชาติ คือการเปิดตัว “ชิตรตพาลา อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม ซิตี้” (Chitrotpala International Film City) ณ รัฐฉัตติสครห์ในภาคกลางของอินเดีย ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 1,700 ล้านบาท หรือประมาณ 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสตูดิโอถ่ายทำธรรมดา แต่เป็นการวางรากฐานให้รัฐฉัตติสครห์กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ระดับนานาชาติแห่งใหม่ของอินเดีย ซึ่งจะเข้ามาท้าทายความเป็นผู้นำของมุมไบ ไฮเดอราบาด และเชนไน ที่ครองตลาดอุตสาหรรมบันเทิงของอินเดียมาอย่างยาวนาน
รัฐบาลหนุนเต็มที่ เมื่อฉัตติสครห์ตั้งเป้าสร้างเมืองภาพยนตร์ครบวงจรแห่งแรกของอินเดีย
เมื่อวันเสารที่ผ่านมา นายวิษณุเทพ ไซ หัวหน้ารัฐบาลรัฐฉัตติสครห์ ได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการชิตรตพาลา อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม ซิตี้ พร้อมด้วยศูนย์การประชุมเชิงวัฒนธรรมและชนเผ่า (Tribal & Cultural Convention Centre) ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายสำคัญของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ของรัฐที่มุ่งหวังจะยกระดับตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการผลิตภาพยนตร์ระดับนานาชาติ
โครงการระยะแรกนี้จะพัฒนาในเนื้อที่กว้างถึง 95 เอเคอร์ (ประมาณ 152 ไร่) โดยมี ตรุณ รถี ผู้สร้างและผู้บริหารโครงการ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนผ่านบริษัท ราจนันดินี เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด และ อินทราทีป อินฟรา จำกัด ที่น่าสนใจคือโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนภายใต้แผนงานช่วยเหลือพิเศษจากกระทรวงการท่องเที่ยวของรัฐบาลกลางอินเดีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่โครงการระดับรัฐ แต่เป็นโครงการที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลแห่งชาติด้วย
รัฐบาลรัฐฉัตติสครห์ได้ประกาศงบประมาณสนับสนุนในระยะแรกสูงถึง 150 โครร์รูปี (ประมาณ 563 ล้านบาท) และในระยะต่อไปจะมีการสนับสนุนเพิ่มอีก 250-300 โครร์รูปี (ประมาณ 937 ล้านถึง 1,125 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาโครงการให้สมบูรณ์แบบ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณสองปีในการพัฒนาโครงการนี้ให้เสร็จสิ้น
นายวิษณุเทพ ไซ กล่าวในงานว่า “ประชาชนในรัฐของเราได้เรียกร้องมานานแล้วให้มีเมืองภาพยนตร์ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยนำเรื่องราวจากฉัตติสครห์ไปสู่ผู้ชมทั่วโลก ผมยินดีที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเมืองภาพยนตร์ระดับโลกแห่งนี้ด้วยงบประมาณ 150 โครร์รูปีในระยะแรก และอีก 250-300 โครร์รูปีในระยะต่อไป โครงการที่เป็นความฝันของเราน่าจะใช้เวลาประมาณสองปีในการพัฒนาให้แล้วเสร็จ”
มากกว่าสตูดิโอ สู่ระบบนิเวศครบวงจรที่ตอบโจทย์ทุกขั้นตอนการผลิต
สิ่งที่ทำให้โครงการชิตรตพาลาโดดเด่นกว่าเมืองภาพยนตร์ทั่วไปในอินเดีย คือการออกแบบให้เป็น “ระบบนิเวศครบวงจร” ที่รองรับทุกความต้องการของการผลิตภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่แค่เพียงสตูดิโอถ่ายทำหรือฉากหลังสำเร็จรูป แต่รวมถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่จำเป็นในการสร้างภาพยนตร์ระดับมาตรฐานสากล
ตรุณ รถี ผู้บริหารโครงการ เน้นย้ำถึงการวางตำแหน่งของสถานที่แห่งนี้ว่า “เรากำลังพยายามสนับสนุนผู้สร้างภาพยนตร์ด้วยอุปกรณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดและระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เพื่อให้ผู้ผลิตและทีมงานจากมุมไบและทั่วอินเดียสามารถมาที่รัยปุระเพื่อถ่ายทำและดำเนินการทุกอย่างได้อย่างราบรื่น ความสะดวกในการเข้าถึงและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทำจะช่วยผู้สร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ของอุตสาหรรมภาพยนตร์โลกที่เน้นความสะดวกสบายและการลดต้นทุนในการย้ายทีมงานไปถ่ายทำในหลายสถานที่ การมีเมืองภาพยนตร์ที่ครบครันทุกอย่างในที่เดียว ทั้งสตูดิโอ อุปกรณ์ บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวก จะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการผลิตได้อย่างมาก
ที่น่าสนใจคือโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านการผลิตภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดแสดงนิทรรศการและการประชุมผ่านความร่วมมือกับบริษัท อินเดีย เอ็กซ์โพซิชั่น มาร์ต ลิมิเต็ด (IEML) และสภาส่งเสริมการส่งออกสินค้าหัตถกรรม (EPCH) โดยประธาน IEML นาย ราเกช คูมาร์ และประธาน EPCH นาย นีรัจ คันนา กำลังพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงศูนย์จัดแสดงนิทรรศการ หอประชุม โรงแรม ห้องจัดแสดงสินค้าเชิงพาณิชย์ และแม้กระทั่งลานจอดเฮลิคอปเตอร์
จุดเปลี่ยนของอุตสาหรรมภาพยนตร์อินเดีย เมื่อภูมิศาสตร์การผลิตเริ่มกระจายตัว
การก่อสร้างเมืองภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่ฉัตติสครห์นี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหรรมภาพยนตร์อินเดีย ที่กำลังพยายามกระจายการผลิตออกจากศูนย์กลางเดิมๆ อย่างมุมไบ (บ้านของบอลลีวูด) ไฮเดอราบาด (บ้านของทอลลีวูด – ภาพยนตร์ภาษาเตลูกู) และเชนไน (บ้านของคอลลีวูด – ภาพยนตร์ภาษาทมิฬ)
ในอดีต เมืองเหล่านี้ครองความเป็นศูนย์กลางอุตสาหรรมภาพยนตร์ของอินเดียมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการผลิตที่เมืองเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์เริ่มมองหาทางเลือกใหม่
รัฐฉัตติสครห์ตั้งอยู่ในภาคกลางของอินเดีย มีความได้เปรียบทั้งในด้านที่ตั้งที่สามารถเข้าถึงได้จากหลายภูมิภาค ทิวทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่ป่าไม้หนาทึบไปจนถึงภูเขาและที่ราบสูง รวมถึงมีวัฒนธรรมชนเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นฉากหลังในการถ่ายทำได้อย่างน่าสนใจ
นอกจากนี้ ค่าครองชีพและค่าแรงงานในฉัตติสครห์ยังต่ำกว่าเมืองใหญ่อย่างมุมไบหรือไฮเดอราบาดมาก ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตภาพยนตร์สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ยังได้คุณภาพและมาตรฐานระดับสากลจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย
สัญญาณจากวงการ เมื่อภาพยนตร์ดังเริ่มจับตามองสถานที่แห่งใหม่
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของโครงการนี้ คือความสนใจจากวงการภาพยนตร์อินเดียที่เริ่มปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม มีรายงานว่ากำลังมีการเจรจาเบื้องต้นเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้ชิตรตพาลาเป็นสถานที่ถ่ายทำสำหรับภาพยนตร์ใหญ่หลายเรื่องที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการ
หนึ่งในนั้นคือ “โกลมาล 5” (Golmaal 5) ภาคต่อของซีรีส์ภาพยนตร์ตลกยอดนิยมของบอลลีวูดที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และ “กาดาร์ 3” (Gadar 3) ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์แอ็กชันระดับตำนานที่ทำลายสถิติรายได้มาแล้วสองภาคติดต่อกัน การที่ภาพยนตร์ระดับนี้พิจารณาใช้ชิตรตพาลาเป็นสถานที่ถ่ายทำ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของวงการภาพยนตร์ที่มีต่อศักยภาพของโครงการนี้
ความน่าเชื่อถือของโครงการยังได้รับการยืนยันเพิ่มเติมจากการมีส่วนร่วมของ อนิล ชาร์มา ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์ “กาดาร์” ที่เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ การปรากฏตัวของชาร์มา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลและประสบความสำเร็จสูงสุดในบอลลีวูด ช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับความมุ่งมั่นด้านการผลิตภาพยนตร์ของรัฐฉัตติสครห์
ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับชุมชนท้องถิ่น
หนึ่งในมิติที่น่าสนใจที่สุดของโครงการชิตรตพาลา คือเจตนารมณ์ในการสร้างโอกาสทางระบบเศรษฐกิจให้กับช่างฝีมือท้องถิ่นและชุมชนชนเผ่าในพื้นที่ รัฐฉัตติสครห์เป็นหนึ่งในรัฐที่มีประชากรชนเผ่าสูงที่สุดในอินเดีย ด้วยวัฒนธรรมและงานหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ขาดช่องทางในการนำเสนอและจำหน่ายสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
การมีศูนย์จัดแสดงนิทรรศการและห้องจัดแสดงสินค้าเชิงพาณิชย์ภายในเมืองภาพยนตร์ จะเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือเหล่านี้ได้นำเสนอผลงานต่อนักท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้เยี่ยมชมที่มาจากทั่วอินเดียและทั่วโลก นอกจากนี้ การมีอุตสาหรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ยังจะสร้างงานในหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่ทีมงานผลิตภาพยนตร์ ไปจนถึงธุรกิจบริการต่างๆ อย่างโรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง
รัฐบาลรัฐฉัตติสครห์มองเห็นว่าการพัฒนาอุตสาหรรมภาพยนตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของรัฐ สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ แต่ขาดโอกาสในการใช้ทักษะเหล่านั้นในพื้นที่ของตัวเอง
อินเดียและพลังแห่งวัฒนธรรม ที่กำลังครองใจโลก
การลงทุนครั้งใหญ่ในอุตสาหรรมภาพยนตร์ของรัฐฉัตติสครห์นี้ สะท้อนถึงแนวโน้มที่ใหญ่กว่า นั่นคือการที่อินเดียกำลังใช้พลังอำนาจละมุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอิทธิพลไปทั่วโลก
อุตสาหรรมภาพยนตร์อินเดียในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอุตสาหรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตภาพยนตร์มากกว่า 1,800 เรื่องต่อปี มากกว่าฮอลลีวูดของสหรัฐอเมริกาถึง 3 เท่า และมีผู้ชมทั่วโลกมากกว่า 3 พันล้านคน ภาพยนตร์อินเดียไม่ได้ครองใจแค่ผู้ชมในอินเดียและเอเชียใต้เท่านั้น แต่ยังมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแม้แต่ยุโรปและอเมริกา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์อินเดียเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ภาพยนตร์อย่าง “อาร์อาร์อาร์” (RRR) ทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1.3 พันล้านดอลลาร์ และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาเพลงประกอบ ภาพยนตร์อื่นๆ อย่าง “พาธาน” (Pathaan), “จวาน” (Jawan), และ “เคจีเอฟ 2” (KGF 2) ก็ทำลายสถิติรายได้และกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์อินเดียโดดเด่น คือความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความมีชีวิตชีวาในการเล่าเรื่อง และการผสมผสานระหว่างความบันเทิงกับข้อความที่มีความหมายเชิงสังคม ภาพยนตร์อินเดียมักจะนำเสนอคุณค่าทางครอบครัว ความกล้าหาญ และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ซึ่งเป็นธีมสากลที่คนทุกวัฒนธรรมสามารถเข้าใจและเห็นอกเห็นใจได้
ความท้าทายและโอกาสที่รอคอย
แม้โครงการชิตรตพาลาจะมีศักยภาพมหาศาล แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ ความท้าทายแรกคือการแข่งขันกับเมืองภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและมีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การดึงดูดทีมงานผลิตภาพยนตร์ให้มาถ่ายทำที่ฉัตติสครห์แทนที่จะไปมุมไบหรือไฮเดอราบาด จำเป็นต้องมีมากกว่าแค่โครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ต้องมีแรงจูงใจทางธุรกิจที่ชัดเจน
ความท้าทายที่สองคือการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นให้มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหรรมภาพยนตร์ แม้ว่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย แต่ถ้าขาดบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ ก็จะทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ยังต้องพึ่งพาทีมงานจากเมืองอื่นอยู่ดี รัฐบาลและผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้กับคนในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เปิดกว้างก็มีมหาศาลเช่นกัน การเป็นเมืองภาพยนตร์ระดับนานาชาติแห่งแรกที่ครบครันทุกอย่างในที่เดียว จะทำให้ชิตรตพาลามีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก นอกจากนี้ การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐอย่างเต็มที่ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้ผลิตภาพยนตร์
บทเรียนสำหรับไทย โอกาสที่เรามองข้ามไป
สำหรับประเทศไทย เรื่องราวของชิตรตพาลาอาจเป็นกระจกเงาที่น่าสนใจ ไทยเองก็มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทิวทัศน์ที่หลากหลาย ค่าครองชีพที่ยังไม่สูงเกินไป และมีบุคลากรที่มีความสามารถในวงการภาพยนตร์
แต่สิ่งที่อินเดียทำได้คือการมีวิสัยทัศน์ระยะยาวและการลงทุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ การสร้างเมืองภาพยนตร์ไม่ใช่แค่การสร้างสตูดิโอ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทั้งหมดที่สนับสนุนอุตสาหรรมภาพยนตร์ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงนโยบายสนับสนุนทางภาษีและการตลาด
หากไทยสามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้บทเรียนจากอินเดีย อุตสาหรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงของไทยก็อาจจะก้าวกระโดดไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้
อนาคตที่รอคอย เมื่อฉัตติสครห์เตรียมเขียนประวัติศาสตร์ใหม่
ด้วยการลงทุนมหาศาลและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ชิตรตพาลา อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม ซิตี้ มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหรรมภาพยนตร์อินเดีย ภายในสองปีข้างหน้า เมืองภาพยนตร์แห่งนี้อาจจะเต็มไปด้วยทีมงานถ่ายทำจากทั่วประเทศ นักแสดงชื่อดัง และผู้กำกับมากฝีมือที่มาสร้างสรรค์ผลงานที่จะไปสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลก
สำหรับคนรุ่นใหม่ไทยที่สนใจอุตสาหรรมภาพยนตร์หรือกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจในต่างแดน เรื่องราวของชิตรตพาลาอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นว่า การลงทุนด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องของความฝัน แต่สามารถเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบทางบวกต่อสังคมได้จริง
อินเดียกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พลังอำนาจละมุนทางวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่แพ้อุตสาหรรมหนักหรือเทคโนโลยี และด้วยโครงการอย่างชิตรตพาลา อินเดียกำลังเขียนบทใหม่ของอุตสาหรรมภาพยนตร์โลก พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้