อินเดียกับการค้นหาเส้นทางใหม่ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังพลิกผัน

ในวันที่อินเดียเฉลิมฉลองครบรอบ 76 ปีแห่งการเป็นสาธารณรัฐ เราได้เห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถาปนิกหลักในการสร้างระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กลับกลายเป็นผู้ท้าทายระบบที่ตนเองช่วยสร้างขึ้น ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับอินเดีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ คำถามที่สำคัญคือ อินเดียจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไรในโลกที่กฎเกณฑ์เดิมๆ เริ่มสั่นคลอน ระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายทุกกฎเดิม การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนน่าตกใจ สหรัฐอเมริกา ประเทศที่เคยนำโลกในการสร้างระบบการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อิงกฎเกณฑ์ กลับกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อระบบเดียวกันนั้น นโยบายและการกระทำของสหรัฐฯ ได้ท้าทายหลักการพื้นฐานที่ตนเองช่วยสร้างขึ้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับอินเดีย สถานการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง ประเทศที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนและเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก กำลังต้องตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในสนามรบทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้น การที่อินเดียและสหภาพยุโรปเตรียมลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญหลังวันสาธารณรัฐ ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าธรรมดา แต่เป็นการแสดงจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อินเดียมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในการปกป้องระเบียบโลกที่อิงกฎเกณฑ์ เพราะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากระบบดังกล่าว การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนหลายร้อยล้านคน และการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ของโลก ล้วนเกิดขึ้นภายใต้ระบบการค้าเสรีและความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง ข้อตกลงกับสหภาพยุโรป สัญญาณแห่งทางเลือกใหม่ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีนัยสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด มันคือการสร้างพันธมิตรระหว่างประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดของโลก (อินเดีย) กับกลุ่มเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่ง (สหภาพยุโรป) ในช่วงเวลาที่โลกกำลังแบ่งขั้วและมีแนวโน้มที่จะเลือกข้าง สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจไทยที่มองหาโอกาสในตลาดโลก ความเคลื่อนไหวนี้ควรเป็นสัญญาณที่น่าจับตามอง อินเดียกำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นทางเลือกสำหรับห่วงโซ่อุปทานโลกที่ต้องการลดการพึ่งพาแหล่งเดียว และเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดมหึมาที่กำลังเติบโต ความท้าทายที่รออินเดียอยู่ข้างหน้า แม้อินเดียจะมีข้อได้เปรียบหลายประการ แต่ก็มีความท้าทายที่ไม่ใช่เรื่องง่าย นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ค คาร์นีย์ ได้กล่าวในเวทีเศรษฐกิจโลกที่ดาวอสเมื่อไม่นานมานี้ว่า … Read more

อินเดีย-สหภาพยุโรป: พันธมิตรที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก เมื่อ ‘อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอน’ มาเดลีพร้อมข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์

ในวันที่โลกกำลังแตกแยกด้วยสงคราม นโยบายปิดกั้นทางการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมือง การมาเยือนของประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอน ที่กรุงนิวเดลีในฐานะแขกเกียรติยศงานพาเหรดวันสาธารณรัฐอินเดีย ณ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ไม่ใช่แค่การเยือนทางการทูตธรรมดาๆ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า อินเดียและสหภาพยุโรปพร้อมที่จะสานพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลกไปตลอดกาล “เราเลือกเส้นทางแห่งความร่วมมือ” ข้อความที่ส่งถึงโลกที่แตกแยก หลังจากลงจากเครื่องบิน ฟอน แดร์ ไลเอนได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ดีใจมากที่ได้มาอินเดียในวันนี้ อินเดียและยุโรปได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนแล้ว นั่นคือการเลือกเส้นทางแห่งความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ การเจรจาเปิดเผย และการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน เราจะร่วมกันสร้างความยืดหยุ่นและความเข้มแข็งร้วมกัน เราจะแสดงให้โลกที่แตกแยกเห็นว่า ยังมีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้” ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทศิลป์ทางการทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไป ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจใหญ่ หรือแนวโน้มของนโยบายคุ้มกันการค้าที่กำลังกลับมาเป็นที่นิยมในหลายประเทศ สำหรับอินเดีย การเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสูงสุดของสหภาพยุโรปในงานพาเหรดวันสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นงานฉลองที่สำคัญที่สุดของชาติ สะท้อนถึงความสำคัญที่นิวเดลีมอบให้กับความสัมพันธ์นี้ นับตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2490 งานพาเหรดวันสาธารณรัฐได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังทางทหาร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ การเลือกแขกเกียรติยศจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก ข้อตกลงการค้าเสรี: “แม่ของข้อตกลงทั้งหมด” ที่อาจสร้างตลาด 2 … Read more

อินเดีย: เมื่อความฝันมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังวิ่งแซงทรัพยากรมนุษย์ของตัวเอง

ในขณะที่โลกจับตามองอินเดียในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายจีนและประเทศตะวันตก มีคำถามสำคัญที่หลายคนมองข้าม: ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกนี้จะมีคนเพียงพอที่จะขับเคลื่อนความฝันยิ่งใหญ่นี้ไปให้ถึงจริงหรือไม่? ความขัดแย้งที่ไม่มีใครคาดคิด: ประเทศพันล้านคนกำลังขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ ฟังดูแล้วอาจจะขัดหูขัดตา เพราะอินเดียมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน เพิ่งแซงหน้าจีนไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียกำลังวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการพัฒนาคุณภาพคนอย่างมาก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่น้อยเกินไป แต่เกิดจากระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานสมัยใหม่ได้ทัน นี่คือเรื่องราวที่ซับซ้อนและน่าสนใจของประเทศที่กำลังพยายามก้าวกระโดดจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ รากเหง้าของปัญหา: มรดกระบบการศึกษาสมัยอาณานิคม ระบบการศึกษาของอินเดียสมัยใหม่ถูกวางรากฐานในสมัยที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิอังกฤษ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตข้าราชการและพนักงานระดับกลางที่จะมาช่วยบริหารอาณานิคมขนาดยักษ์แห่งนี้ ระบบดังกล่าวเน้นการท่องจำและการทำข้อสอบมากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์หรือความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าอินเดียจะได้เอกราชมานานกว่า 75 ปีแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการศึกษายังคงยึดติดกับแนวทางเดิมๆ อย่างน่าประหลาด มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงสอนหลักสูตรที่ล้าสมัย ขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของตลาดงาน และที่สำคัญคือการขาดการลงทุนอย่างจริงจังในการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ตัวเลขที่น่าตกใจ: ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รายงานจากหลายองค์กรชี้ให้เห็นว่า มีเพียงร้อยละ 25 ของบัณฑิตอินเดียเท่านั้นที่พร้อมทำงานทันทีหลังจากจบการศึกษา ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 ต้องผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมหรือการพัฒนาทักษะก่อนที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำรายงานว่า พวกเขาต้องปฏิเสธผู้สมัครงานถึงร้อยละ 80-90 เนื่องจากขาดทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการเขียนโปรแกรมที่ทันสมัย ความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง หรือแม้แต่ทักษะพื้นฐานอย่างการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ ภาระของความคาดหวัง: เมื่อทุกคนอยากเป็นวิศวกรหรือแพทย์ วัฒนธรรมอินเดียมีความชื่นชมอาชีพบางอาชีพอย่างสูงมาก โดยเฉพาะอาชีพวิศวกร แพทย์ และข้าราชการ ส่งผลให้ … Read more

อินเดียปลุกกระแสยุคใหม่! รัฐฉัตติสครห์เปิดตัว “ชิตรตพาลา” เมืองภาพยนตร์ระดับนานาชาติมูลค่า 1,700 ล้านบาท พร้อมเขย่าแผนที่อุตสาหรรมบันเทิงเอเชีย

ในยุคที่อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจใหม่ของโลก ไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีหรือระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลังอำนาจละมุนทางวัฒนธรรมที่กำลังสร้างกระแสไปทั่วโลก หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังดึงดูดความสนใจจากวงการบันเทิงนานาชาติ คือการเปิดตัว “ชิตรตพาลา อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม ซิตี้” (Chitrotpala International Film City) ณ รัฐฉัตติสครห์ในภาคกลางของอินเดีย ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 1,700 ล้านบาท หรือประมาณ 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสตูดิโอถ่ายทำธรรมดา แต่เป็นการวางรากฐานให้รัฐฉัตติสครห์กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ระดับนานาชาติแห่งใหม่ของอินเดีย ซึ่งจะเข้ามาท้าทายความเป็นผู้นำของมุมไบ ไฮเดอราบาด และเชนไน ที่ครองตลาดอุตสาหรรมบันเทิงของอินเดียมาอย่างยาวนาน รัฐบาลหนุนเต็มที่ เมื่อฉัตติสครห์ตั้งเป้าสร้างเมืองภาพยนตร์ครบวงจรแห่งแรกของอินเดีย เมื่อวันเสารที่ผ่านมา นายวิษณุเทพ ไซ หัวหน้ารัฐบาลรัฐฉัตติสครห์ ได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการชิตรตพาลา อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม ซิตี้ พร้อมด้วยศูนย์การประชุมเชิงวัฒนธรรมและชนเผ่า (Tribal & Cultural Convention Centre) ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายสำคัญของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ของรัฐที่มุ่งหวังจะยกระดับตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการผลิตภาพยนตร์ระดับนานาชาติ โครงการระยะแรกนี้จะพัฒนาในเนื้อที่กว้างถึง 95 เอเคอร์ (ประมาณ 152 ไร่) โดยมี ตรุณ รถี ผู้สร้างและผู้บริหารโครงการ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนผ่านบริษัท … Read more

สหรัฐฯ จี้อินเดียด้วยภาษีหนัก จนน้ำมันรัสเซียในตลาดอินเดียพังถล่ม! แต่ยุโรปกลับเงียบเพื่อข้อตกลงการค้ามหึมา

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจ และอินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการตัดทอนแหล่งรายได้ของรัสเซีย เรื่องราวของการกดดันทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกกับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายภาษีศุลกากร และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่ เบื้องหลังสงครามน้ำมันและการเมือง: อินเดียติดกับดักระหว่างสองมหาอำนาจ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออินเดียในกรณีที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ได้ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากรัสเซียลดลงอย่างมหาศาล เขาอธิบายว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ของนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่สามารถบีบให้อินเดียเปลี่ยนทิศทางการค้าได้สำเร็จ ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 น้ำมันรัสเซียคิดเป็นเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดีย แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น สัดส่วนนี้กระโดดพุ่งขึ้นไปถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการใช้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียได้รับผลกำไรอันมหาศาลจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาด จากนั้นกลั่นและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดโลก รวมถึงยุโรปด้วย เบสเซนต์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การประชดประชันและความโง่เขลาสุดขีด” เมื่อยุโรปที่อ้างว่าต่อต้านรัสเซีย กลับกลายเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นจากน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดีย “พวกเขากำลังให้เงินทุนสงครามกับตัวเองเอง” เขากล่าวอย่างชัดเจน ยุโรปปิดหูปิดตาไม่ยอมกดดันอินเดีย: ทุกอย่างเพราะข้อตกลงการค้ามหึมา สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเปิดเผยของเบสเซนต์ที่ว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดีย เหตุผลหลักก็คือ ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียเพื่อให้สามารถสรุปข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย เบสเซนต์เรียกพันธมิตรยุโรปเหล่านี้ว่าเป็นพวก “ชอบแสดงคุณธรรมเพื่อภาพลักษณ์” (virtue signalling) ที่ปากพูดต่อต้านรัสเซีย แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง … Read more

ญี่ปุ่นลงทุนอินเดีย: เมื่อยักษ์ใหญ่อสังหาฯ Hulic เล็งเห็นโอกาสทองในดินแดนพันล้านประชากร

เมื่ออินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นอย่าง Hulic ก็ตัดสินใจก้าวเข้ามาสร้างฐานทัพในตลาดมหึมาแห่งนี้ ผ่านการร่วมทุนกับ Logicap ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ท้องถิ่น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงทุนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าเงินทุนญี่ปุ่นกำลังจับตาดูศักยภาพของอินเดียอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ทำไมอินเดียจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่อาจมองอินเดียเป็นเพียงดินแดนแห่งวัดวาอาราม โคศักดิ์สิทธิ์ และความวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้ อินเดียคือประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงถึงร้อยละ 6-7 ต่อปี ประกอบกับประชากรวัยหนุ่มสาวกว่า 1.4 พันล้านคนที่พร้อมจะกลายเป็นกำลังซื้อมหาศาล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นจุดหมายปลายทางของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น มีหลายประการ ประการแรกคือนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้แผน “Make in India” และ “Atmanirbhar Bharat” (อินเดียพึ่งพาตนเองได้) ที่ส่งเสริมให้ทั้งบริษัทท้องถิ่นและต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญเปล่าๆ แต่มาพร้อมกับมาตรการจูงใจทางภาษี การอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง ประการที่สองคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ตลาดค้าปลีกออนไลน์ของอินเดียคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ซึ่งหมายความว่าความต้องการคลังสินค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม ประการที่สามคือการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China Plus One Strategy) หลายบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาทางเลือกใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง … Read more