ช่างเข้าซ่อมในถังเหล็กไม่แจ้งใคร คนข้างนอกเปิดเครื่องจนถูกใบพัดปั่นร่างดับสยอง

เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาได้รับแจ้งเหตุจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งว่ามีพนักงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน โดยถูกใบพัดเครื่องจักรภายในโรงงานตัดร่างจนเสียชีวิต สถานที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่บ้านหนองโสมง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา หลังจากได้รับแจ้งเหตุ พันตำรวจเอกสุทธินันท์ คงแช่มดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายสืบและเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ได้รุดเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุทันทีเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานและสืบหาสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตานครราชสีมา และแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่เดินทางมาตรวจพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตและหาสาเหตุการเสียชีวิต สภาพที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในโรงงาน พบศพของนายตัน หล่าย อายุ 35 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งเป็นพนักงานช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรของโรงงาน นอนเสียชีวิตอยู่ภายในถังเหล็กอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน สภาพศพอยู่ในลักษณะที่สยดสยองมาก เนื่องจากถูกใบพัดเครื่องจักรขนาดใหญ่หมุนตัดร่างจนเสียชีวิต ลักษณะของศพผู้ตายมีเสื้อผ้าที่สวมใส่เกือบหลุดออกจากร่างหมดแล้ว เหลือเพียงกางเกงชั้นในติดอยู่บางส่วนเท่านั้น บริเวณลำตัวมีบาดแผลสาหัสจากการถูกของมีคมตัดลึก เริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเฉียงลงมาทางด้านขวาของลำตัว กระดูกสันหลังหักจากแรงกระแทกและแรงบิดของใบพัดที่หมุนด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังพบคราบเลือดติดอยู่บริเวณใบพัดของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีความสูงมากกว่า 2 เมตร ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุครั้งนี้ พบหลักฐานสำคัญ บริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตที่ถอดไว้อย่างเรียบร้อย โทรศัพท์มือถือส่วนตัว และอุปกรณ์เครื่องมือช่างต่างๆ ที่จัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียชีวิตได้เตรียมตัวเข้าไปทำงานซ่อมแซมภายในเครื่องจักรอย่างมีแผนการ โดยได้จัดเตรียมอุปกรณ์การทำงานไว้เรียบร้อยก่อนเข้าไปข้างใน ซึ่งสภาพของเครื่องมือและสิ่งของเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการดิ้นรนหรือความผิดปกติใดๆ ก่อนเกิดเหตุ สิ่งที่น่าสังเกตคือ … Read more

ปฏิบัติการช่วยชีวิต! บุกช่วย 11 คนไทยติดกับดักนรกกัมพูชา ถูกหลอกทำงานสแกมเมอร์ ก่อนส่งไปปอยเปต

การปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ญาติของเหยื่อรายหนึ่งได้รับแจ้งจากลูกหลานที่เดินทางไปทำงานที่จังหวัดสระแก้ว และสงสัยว่าตนเองถูกหลอกลวง จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ทำการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา และสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศเข้าดำเนินการช่วยเหลือทันที เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักดังกล่าว พบว่ามีเยาวชนและบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้น 11 คน ทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 18-31 ปี กำลังรอเวลาที่จะถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชา โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือนั้น บุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมเหยื่อทั้ง 11 คนได้หลบหนีไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ทำให้เหยื่อทุกคนรอดพ้นจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา ผู้บังคับการสถานีตำรวจเปิดเผยรายละเอียดคดี พันตำรวจเอก ชูชาติ คงเมือง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือเหยื่อทั้ง 11 รายแล้ว ได้ดำเนินการกระจายตัวเหยื่อให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำและบันทึกพยานหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินคดีและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป สำหรับเหยื่อทั้ง 11 รายนั้น พบว่ามี 2 รายที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ กรณีหนึ่งเป็นคดีเสพยาเสพติด และอีกกรณีหนึ่งมีหมายจับในข้อหาเป็นบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการให้บุคคลอื่นใช้บัญชีธนาคารของตนเองในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยทั้งสองรายนี้จะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน นอกจากนี้ พ.ต.อ.ชูชาติ ยังได้เปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเจ้าของบ้านที่ใช้เป็นเซฟเฮาส์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงนี้โดยตรง และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและขยายผลของพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมด ทั้งนี้ เบื้องต้นแล้วคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจกำลังให้ความสำคัญและเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง เปิดรูปแบบการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย จากการสอบปากคำเหยื่อทั้ง 11 ราย … Read more

รวบหนุ่มอินเดียเมากัญชาคลุ้มคลั่ง ชักปืนโมเดลข่มขู่อาสาจราจรหน้าโรงแรมดัง กลางใจกรุงสยามสแควร์

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 15.50 น. เมื่อมีรายงานแจ้งเข้าสู่ศูนย์สั่งการของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันว่า มีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งมีพฤติกรรมผิดปกติ ตะโกนเอะอะโวยวาย และแสดงท่าทีคุกคามผู้คนด้วยอาวุธคล้ายปืน บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสยามสแควร์ 6 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน การแจ้งเหตุดังกล่าวทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องเข้าสู่ภาวะเฝ้าระวังสูงสุด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากสัญจรไปมาตลอดเวลา การสั่งการระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ พลตำรวจเอก สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้หน่วยงานเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีพลตำรวจตรี ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 และพันตำรวจเอก นริศ ปารถนาพร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ร่วมกันประสานงาน สั่งการให้พันตำรวจเอก ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นำกำลังพลเข้าปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ชุดปฏิบัติการประกอบด้วยทีมงานจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Basic SWAT) สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษสำหรับการจัดการกับสถานการณ์วิกฤติ พร้อมด้วยสายตรวจประจำพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยกับบริบทและสภาพแวดล้อมของสยามสแควร์เป็นอย่างดี การสั่งการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของหน่วยงานตำรวจในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับอาวุธและความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก รายละเอียดการปฏิบัติการจับกุม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าโรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ได้พบเห็นชายชาวต่างชาติที่ต่อมาทราบชื่อว่า นายธาดานี ซาฮิล ราม (Mr.Thadani Sahil Ram) อายุ … Read more

ชาวต่างชาติสัญชาติบราซิลฝ่าฝืนกฎจราจร ถ่มน้ำลายใส่ตำรวจ หลังไม่ยอมรับโทษขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศร-ไม่สวมหมวก

เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร้อยตำรวจโท ศิวกร สมสุระ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายงานการจราจร สังกัดสถานีตำรวจนครบาลเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยการตั้งจุดตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อกวดขันวินัยการจราจรและตรวจสอบผู้ใช้รถใช้ถนนตามเส้นทางสายต่างๆ ในเมืองพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก บริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 ซึ่งเป็นเส้นทางคู่ขนานกับถนนเลียบชายหาดพัทยา เป็นเส้นทางสำคัญที่มีการจราจรคับคั่งในเวลากลางคืนและช่วงเช้าตรู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยว พื้นที่นี้มีร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบันเทิงต่างๆ จำนวนมาก จึงมีการใช้รถจักรยานยนต์ในการสัญจรอย่างหนาแน่น พบชาวต่างชาติขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ ร.ต.ท.ศิวกร กำลังตรวจสอบและจับกุมผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ ที่ฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นชาวต่างชาติหญิง 1 ราย กำลังขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha รุ่น GT สีดำ เคลื่อนมาจากทิศทางถนนพัทยาสาย 2 ซอย 9 โดยพยายามจะย้อนศรเพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนเลียบชายหาดพัทยา จากการสังเกตเบื้องต้น พบว่าชาวต่างชาติผู้นี้ไม่เพียงแต่ขี่รถย้อนศรซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังไม่สวมหมวกกันน็อกในขณะขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในหลายมาตราพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปสกัดและหยุดรถจักรยานยนต์ของชาวต่างชาติผู้นี้ … Read more

จับหนุ่มบาร์โฮสชาวเมียนมา ถือมีดไล่ฟันเพื่อนร่วมชาติบาดเจ็บสาหัส เหตุหึงหวงไปเที่ยวกับแฟนเก่า

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ในช่วงเวลาประมาณ 01.45 น. หรือเวลาตี 2 ใก้เคียง หน่วยงานตำรวจได้รับแจ้งเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ณ บริเวณซอยลาดพร้าว 98 ซึ่งเป็นซอยที่มีผู้พักอาศัยหนาแน่น ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าวหลายสัญชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้เสียหายในคดีครั้งนี้คือ นายเปา (ขอสงวนนามสกุลเพื่อความเป็นส่วนตัว) สัญชาติเมียนมา ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีคม โดยได้รับบาดแผลหลายแห่งบริเวณศีรษะและหลัง บาดแผลดังกล่าวมีความรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิต จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน จากการสอบถามพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์และผู้เสียหายเอง ทราบว่า ขณะเกิดเหตุนายเปากำลังเดินกลับบ้านพักเพียงลำพังคนเดียวภายในซอยลาดพร้าว 98 ซึ่งเป็นช่วงเวลาดึกและมีผู้คนสัญจรไปมาน้อย ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งที่ผู้เสียหายไม่ทันได้สังเกตอย่างละเอียด เดินเข้ามาทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะใช้อาวุธมีคมคล้ายมีดเชือดสัตว์หรือมีดพกพาขนาดใหญ่ฟันเข้าที่บริเวณศีรษะและหลังของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยไม่มีการพูดจาหรือเตือนใดๆ ก่อนลงมือ ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด นายเปาจึงวิ่งหนีออกจากจุดเกิดเหตุทันทีที่มีโอกาส แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บและมีเลือดออกมากก็ตาม เขาวิ่งหนีเข้าไปในซอยลาดพร้าว 100 ซึ่งเป็นบริเวณที่พี่ชายของเขาพักอาศัยอยู่ เพื่อขอความช่วยเหลือ พี่ชายของผู้เสียหายที่ตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว รีบนำตัวนายเปาส่งโรงพยาบาลราชวิถีโดยทันที เพื่อให้แพทย์และพยาบาลช่วยเหลือรักษาชีวิต ซึ่งในขณะนั้นผู้เสียหายอยู่ในสภาพสาหัส มีเลือดออกมาก และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น หลังจากได้รับรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว พลตำรวจโท กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจภูธรนครบาล … Read more

คนร้ายบุกลักพระเครื่องมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท จากบ้านอดีตทหารเรืออายุ 93 ปี ตำรวจเร่งล่าตัวจากภาพวงจรปิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.30 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเลขที่ในหมู่ที่ 2 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ จ.อ.ประชุม บุญอินทร์ อายุ 93 ปี อดีตข้าราชการทหารเรือที่เกษียณอายุราชการมาแล้ว และปัจจุบันอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านหลังดังกล่าว โดยมีการเก็บสะสมพระเครื่องล้ำค่าไว้เป็นจำนวนมาก ร.ต.อ.ฐานิต ที่ภักดี รองสารวัตรฝ่ายสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นผู้รับแจ้งเหตุและได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันที พร้อมทั้งบันทึกรายงานความเสียหายและเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีต่อไป การให้การของผู้เสียหาย เผยเบาะแสสำคัญ จากการสอบถามผู้เสียหายอย่างละเอียด จ.อ.ประชุม ได้ให้การว่า ขณะที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตนกำลังนั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่ภายในบ้าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบเงียบในยามค่ำคืน ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในบริเวณบ้านและเริ่มพูดคุย โดยในตอนแรกผู้เสียหายเข้าใจว่าชายคนดังกล่าวน่าจะเป็นผู้ที่สนใจจะมาเช่าห้องพัก เนื่องจากบ้านของผู้เสียหายมีห้องว่างให้เช่าอยู่ อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มสนทนากันได้ไม่นาน ชายคนดังกล่าวก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา โดยบอกว่าตนสนใจพระเครื่องและต้องการมาเช่าพระเครื่องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่บ้านว่า จ.อ.ประชุม เป็นผู้ที่มีการสะสมพระเครื่องล้ำค่าไว้เป็นจำนวนมาก และได้สะสมมาตั้งแต่ยังรับราชการอยู่ ผู้เสียหายซึ่งไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรขึ้น จึงไม่ได้มีการระมัดระวังตัวมากนัก และยังคงสนทนาต่อไปกับชายคนดังกล่าว แต่ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน ชายคนนั้นก็ได้อาศัยช่วงเวลาที่ผู้เสียหายเผลอ และเมื่อมีโอกาส ได้รีบคว้าเอาพระเครื่องสะสมที่วางอยู่ไม่ไกลไปหลายรายการ จากนั้นก็รีบวิ่งหนีออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เสียหายที่เป็นคนชราอายุ … Read more

นักการเมืองท้องถิ่นหัวหิน บุกตบหน้าพ่อค้าศูนย์อาหารกลางคืน ถามว่า “มองหน้ากูทำไม” – ผู้การฯ ยืนยันไม่มีมวยล้ม ดำเนินคดีตามกฎหมายเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานถึงเหตุการณ์ที่กำลังสร้างกระแสในโลกออนไลน์ของชาวหัวหินอย่างรุนแรง จากการเผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดและคลิปที่บันทึกโดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งจับภาพได้อย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่นักการเมืองท้องถิ่นระดับตำบลและผู้ติดตาม บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายพ่อค้าขายอาหารทะเลรายหนึ่ง กลางศูนย์อาหารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณห้าทุ่มครึ่งของวันที่ 4 ตุลาคม และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม โดยมีประชาชนจำนวนมากที่กำลังมาใช้บริการในศูนย์อาหารเป็นสาระจักษุพยาน ซึ่งบรรยากาศที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความตระหนกตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน ที่น่าสนใจคือ คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกนำขึ้นแชร์ในกลุ่มสาธารณะของชาวหัวหินหลายกลุ่ม แต่ไม่นานนักก็ถูกลบออกไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้โพสต์จะพยายามนำกลับมาเผยแพร่อีกหลายครั้ง แต่ก็ถูกลบซ้ำอีกเรื่อยๆ สร้างความสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวบ้านและผู้ที่ติดตามเรื่องราวว่า มีความพยายามที่จะ “ปิดข่าว” ไม่ให้เรื่องราวนี้แพร่สะพัดออกไป และมีความกังวลว่าผู้เสียหายอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่ควรจะเป็น เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีสถานะทางการเมืองในท้องถิ่น คำให้การของผู้เสียหาย: “ไม่รู้เลยว่าทำไมถึงโดนตบ” นายนรา (นามสมมติ) อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นพ่อค้าขายอาหารในศูนย์อาหารแห่งดังกล่าว และเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ในคืนวันเกิดเหตุนั้น ตนกำลังเดินไปที่ร้านของน้องสาวซึ่งเปิดขายอาหารอยู่ในศูนย์อาหารเดียวกัน เพื่อทำการเคลียร์บัญชีเงินรายได้ประจำวัน ตามปกติของการทำงานในแต่ละวัน ระหว่างที่กำลังเดินไปยังร้านของน้องสาว นายนรา สังเกตเห็นว่ามีชายคนหนึ่งเดินตามตนมาจากด้านหลัง ซึ่งชายคนนี้เป็นบุคคลที่ตนรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในระดับตำบลที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ และตนเองเคยให้การสนับสนุนช่วยหาเสียงให้กับบุคคลนี้มาก่อนในช่วงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ตนไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น “ตอนนั้นผมเห็นพี่คนนี้เดินเข้ามา ผมก็ไม่ได้คิดอะไร … Read more

พายุถล่มนครพนม เรือไฟยักษ์สูงเท่าตึก 20 ชั้นล้มพังขวางถนน เจ้าหน้าที่เร่งเก็บกู้-ปิดการจราจรชั่วคราว

เหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับชาวเมืองนครพนมและนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 17.45 น. เมื่อพายุฝนกระหน่ำพร้อมลมกระโชกแรงพัดถล่มบริเวณริมแม่น้ำโขงในพื้นที่จังหวัดนครพนม ส่งผลให้เรือไฟยักษ์ที่มีขนาดสูงเท่าตึก 20 ชั้น ซึ่งจอดรออยู่บริเวณถนนสวรรค์ชายโขงหลังโรงแรมแม่โขงเฮอริเทจ พังครืนล้มลงมาทับถนนและขวางเส้นทางจราจรอย่างหนัก เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดในช่วงเทศกาลประเพณีออกพรรษาของจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จังหวัดเตรียมจัดงานประเพณีไหลเรือไฟอันโด่งดังที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เรือไฟยักษ์ลำดังกล่าวเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน แต่กลับกลายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายและการหยุดชะงักของการจราจรในพื้นที่ สถานการณ์ขณะเกิดเหตุ ตามรายงานจากพยานเห็นเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบ เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 10 ตุลาคม สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดนครพนมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเมขคลึ้มครึ้มปกคลุมท้องฟ้าบริเวณริมแม่น้ำโขง ก่อนที่จะมีฝนตกหนักลงมาพร้อมกับลมกระโชกแรงที่มีความรุนแรงมาก เรือไฟยักษ์ที่มีขนาดสูงเท่ากับตึก 20 ชั้น ซึ่งจอดรอการเคลื่อนย้ายอยู่บริเวณถนนสวรรค์ชายโขง หลังโรงแรมแม่โขงเฮอริเทจ ไม่สามารถต้านทานแรงลมที่มีความรุนแรงได้ ทำให้เรือไฟลำใหญ่พังครืนล้มลงมาทับถนนอย่างน่าตกใจ เศษชิ้นส่วนของเรือไฟกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ ขวางเส้นทางจราจรทั้งสองทิศทาง ทำให้การสัญจรไปมาติดขัดอย่างหนัก โชคดีที่ในขณะเกิดเหตุไม่มีผู้คนอยู่บริเวณใกล้เคียงเรือไฟมากนัก จึงไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเรือไฟเองที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง การระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในจังหวัดนครพนมได้เข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้าช่วยเหลือในการจัดการสถานการณ์ ภายใต้การอำนวยการของว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนายโชคดี มังคละคีรี รองนายกเทศมนตรีเมืองนครพนม หน่วยงานที่เข้าร่วมในการดำเนินการเก็บกู้ครั้งนี้ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม … Read more

วัยรุ่นสงขลาก่อเหตุรุนแรง! ซิ่งรถไล่ล่าอริ บุกฟันถึงในบ้าน ก่อนชักปืนยิงเด็กชายอายุ 13 ปี เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 23.20 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 พันตำรวจเอก วีระศักดิ์ เดชประมวลพล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง ได้รับแจ้งเหตุการณ์ที่น่าตกใจจากพื้นที่บริเวณถนนข้ามรางรถไฟ ถนนกาญจนวานิช ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่ามีเด็กชายวัยรุ่นอายุ 13 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด กระสุนปืนเข้าบริเวณกลางหลัง จนทำให้เด็กชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดจำนวนมาก หลังจากได้รับแจ้งเหตุ พันตำรวจเอก วีระศักดิ์ ได้สั่งการให้ พันตำรวจโท รุ่งฤทธิ์ สุดแป้น รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง พันตำรวจโท สัณห์พิชญ์ วรรณโร รองผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง และชุดสืบสวนของสถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงบริเวณตรงข้ามวัดเทพชุมนุม บริเวณถนนข้ามรางรถไฟ พบว่าญาติของผู้บาดเจ็บและเพื่อนของผู้บาดเจ็บกำลังยืนรออยู่ในอาการตื่นตระหนกและตกใจอย่างมาก ส่วนผู้บาดเจ็บซึ่งทราบชื่อว่า น้องรุจ อายุเพียง 13 ปี ญาติได้รีบนำตัวขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งให้กับเจ้าหน้าที่กู้ชีพบ้านพรุที่รอรับอยู่ เพื่อนำส่งไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย) เพื่อทำการรักษาต่ออย่างเร่งด่วนทันที สภาพของผู้บาดเจ็บขณะนั้นอยู่ในสภาวะวิกฤติ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืนที่เข้าถูกบริเวณกลางหลัง และมีการเสียเลือดจำนวนมาก ซึ่งต้องการการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิต … Read more

เหยื่อ “นุ่นหวยทิพย์” โกง 300 ล้าน แห่ร้อง ปปป.ตรวจสอบตำรวจไซเบอร์ ส่งฟ้องไม่ทัน เข้าข่ายผิด ม.157 หรือไม่

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่ศูนย์รับแจ้งความตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวัง เมื่อนางสาวนลิน โรจนวัทธิกร เจ้าของเพจห้วยแถลง ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง นำขบวนผู้เสียหายจำนวน 13 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในนาม “ตำรวจไซเบอร์” ว่ามีความผิดพลาดหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ คดีฉ้อโกงหลายรูปแบบ มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท คดีความที่ผู้เสียหายกลุ่มนี้ถูกหลอกลวงนั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบ โดยมี “นุ่นหวยทิพย์” และกลุ่มพวกพ้องเป็นผู้ต้องหาหลัก กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหายในหลายรูปแบบ ทั้งการเสนอขายโควต้าสลากทิพย์ที่มีแต่ในจินตนาการ การอ้างว่าสามารถหาสินค้าปลอดภาษีจากคิงส์พาวเวอร์ ซึ่งเป็นร้านค้าปลอดภาษีชื่อดังได้ การซื้อขายนาฬิกาแบรนด์เนมที่ไม่เคยมีตัวตนจริง การเสนอขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเพียงภาพหลอก รวมถึงการรับฝากงานจัดหางานให้กับญาติพี่น้องของผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มผู้ต้องหานั้นมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากและส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เสียหายอย่างรุนแรง หลายคนต้องขายทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน และตกอยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว ผู้เสียหายรายใหญ่เสียหาย 173 ล้านบาท สามารถฟ้องศาลได้ทันเวลา กรณีที่น่าสนใจและเป็นประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ กรณีของผู้เสียหายรายหนึ่ง นางลักษณ์ อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกเงินไปมากที่สุดในจำนวนประมาณ … Read more