เมื่ออินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นอย่าง Hulic ก็ตัดสินใจก้าวเข้ามาสร้างฐานทัพในตลาดมหึมาแห่งนี้ ผ่านการร่วมทุนกับ Logicap ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ท้องถิ่น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงทุนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าเงินทุนญี่ปุ่นกำลังจับตาดูศักยภาพของอินเดียอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
ทำไมอินเดียจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่อาจมองอินเดียเป็นเพียงดินแดนแห่งวัดวาอาราม โคศักดิ์สิทธิ์ และความวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้ อินเดียคือประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงถึงร้อยละ 6-7 ต่อปี ประกอบกับประชากรวัยหนุ่มสาวกว่า 1.4 พันล้านคนที่พร้อมจะกลายเป็นกำลังซื้อมหาศาล
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นจุดหมายปลายทางของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น มีหลายประการ ประการแรกคือนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้แผน “Make in India” และ “Atmanirbhar Bharat” (อินเดียพึ่งพาตนเองได้) ที่ส่งเสริมให้ทั้งบริษัทท้องถิ่นและต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญเปล่าๆ แต่มาพร้อมกับมาตรการจูงใจทางภาษี การอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง
ประการที่สองคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ตลาดค้าปลีกออนไลน์ของอินเดียคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ซึ่งหมายความว่าความต้องการคลังสินค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม
ประการที่สามคือการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China Plus One Strategy) หลายบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาทางเลือกใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง และอินเดียด้วยต้นทุนแรงงานที่ยังต่ำกว่า ประชากรวัยแรงงานจำนวนมหาศาล และตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โต จึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ
Hulic คือใคร และทำไมถึงเลือกอินเดีย
Hulic เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานและชื่อเสียงในการพัฒนาอาคารสำนักงาน โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์คุณภาพสูงในพื้นที่ใจกลางเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโตเกียว บริษัทมีประสบการณ์กว่า 70 ปีในวงการอสังหาริมทรัพย์ และเป็นที่รู้จักในด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง
การตัดสินใจเข้าสู่ตลาดอินเดียของ Hulic ถือเป็นการขยายธุรกิจระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาประชากรสูงวัยและการหดตัวของจำนวนประชากร การมองหาโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตสูงอย่างอินเดียจึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล
สิ่งที่น่าสนใจคือ Hulic ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาลงทุนเพียงลำพัง แต่เลือกที่จะร่วมมือกับ Logicap ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในอินเดีย การร่วมทุนแบบนี้ช่วยให้ Hulic สามารถเข้าถึงความรู้ท้องถิ่น เครือข่ายทางธุรกิจ และความเข้าใจในกฎระเบียบท้องถิ่นที่ซับซ้อนของอินเดียได้อย่างรวดเร็ว
การลงทุนครั้งแรก: ปูเน่และเจนไน เป้าหมายเริ่มต้นที่ชาญฉลาด
การลงทุนครั้งแรกของ Hulic ในอินเดียมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่สองแห่ง หนึ่งตั้งอยู่ในเมืองปูเน่ (Pune) และอีกแห่งในเจนไน (Chennai) ซึ่งทั้งสองเมืองนี้ไม่ใช่การเลือกแบบสุ่ม แต่เป็นการคำนวณอย่างรอบคอบ
ปูเน่เป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญในรัฐมหาราษฏระ ตั้งอยู่ห่างจากมุมไบเพียง 150 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งตั้งฐานการผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนาอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ ปูเน่ยังเป็นเมืองที่มีความเจริญทางการศึกษา มีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ทำให้มีแรงงานที่มีคุณภาพและทักษะสูง
ส่วนเจนไนนั้นเป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬนาฑู และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่า “Detroit of India” เมืองนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์ของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Hyundai, Ford, Renault-Nissan และ BMW นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ที่เติบโตรวดเร็ว
ท่าเรือเจนไนเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดในอินเดีย ทำให้เมืองนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการส่งออกและนำเข้า การมีทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมในเจนไนจึงหมายถึงการเข้าถึงเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกับตลาดโลก
Logicap: พันธมิตรท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์
Logicap ไม่ใช่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ธรรมดา แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับตลาดอินเดีย ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2566 Logicap ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้ครอบครองทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มากกว่า 16 ล้านตารางฟุตทั่วอินเดีย ทำให้กลายเป็นผู้ลงทุนสถาบันอันดับห้าที่ใหญ่ที่สุดในภาคส่วนนี้
อภัย โกยัล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Logicap กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ของเราในการลงทุนในทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์คุณภาพสูงทั่วอินเดีย เมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอินเดียเติบโตเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ การหมุนเวียนเงินทุนอย่างมีโครงสร้างและการสร้างสภาพคล่องอย่างเลือกสรรสามารถปลดล็อกมูลค่า ในขณะที่ยังคงรักษาศักยภาพในการพัฒนาและรับประกันการบริหารจัดการเงินทุนที่รอบคอบ”
สิ่งที่น่าสนใจคือกลยุทธ์ของ Logicap ไม่ได้หยุดแค่การพัฒนาและถือครองทรัพย์สิน แต่รวมถึงการสร้างสภาพคล่องผ่านการขายหรือร่วมทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง เพื่อนำเงินทุนที่ได้กลับมาลงทุนในโครงการใหม่ๆ และขยายพอร์ตโฟลิโอต่อไป นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทำไมเงินทุนญี่ปุ่นถึงสนใจอินเดีย
ปริยังก์ ชาห์ หัวหน้าฝ่ายบริหารกองทุนของ Logicap กล่าวว่า “เงินทุนญี่ปุ่นได้จับจ้องไปที่ศักยภาพของอินเดียแล้ว และเราจะยังคงส่งมอบโอกาสในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง เติบโตสูง และมั่นคงในระดับที่ใหญ่และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเติบโตของเรา”
การที่เงินทุนญี่ปุ่นหันมาสนใจอินเดียมากขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีปัจจัยหลายประการที่อธิบายแนวโน้มนี้:
ความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น ญี่ปุ่นและอินเดียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมายาวนาน โดยเฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีส่วนร่วมในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ-อาห์มาดาบัด และระบบรถไฟใต้ดินในเมืองต่างๆ
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างจีนกับประเทศตะวันตก และความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นมองหาตลาดที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น อินเดียถึงแม้จะมีความซับซ้อนทางการเมืองภายใน แต่ระบบประชาธิปไตยและกฎหมายที่มั่นคงทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
ความคล้ายคลึงในวัฒนธรรมการทำธุรกิจ ญี่ปุ่นและอินเดียต่างมีวัฒนธรรมที่เน้นความสัมพันธ์ระยะยาว ความเคารพซึ่งกันและกัน และการสร้างความไว้วางใจ นี่ทำให้การทำธุรกิจระหว่างสองประเทศมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
แผนการขยายตัวในอนาคต: เป้าหมายที่ทะเยอทะยาน
การร่วมทุนระหว่าง Hulic และ Logicap ไม่ได้หยุดแค่ทรัพย์สินสองแห่งในปูเน่และเจนไน พวกเขามีเป้าหมายที่จะขยายการลงทุนไปยังทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมคุณภาพสูงในเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วอินเดีย โดย Logicap ตั้งเป้าที่จะเพิ่มขนาดพอร์ตโฟลิโอเป็นสองเท่าภายในสองปีข้างหน้าผ่านการขยายตัวครอบคลุมทั่วประเทศ
นอกจากนี้ Logicap ยังวางแผนที่จะเปิดตัว “Logistics India Opportunities Fund” ในต้นปี 2569 เพื่อเร่งการลงทุนของเงินทุนสถาบันในทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมระดับเอทามกระแสตลาดที่แข็งแกร่ง
เมืองเป้าหมายที่น่าจับตามองน่าจะรวมถึง:
เบงกาลูรู (Bangalore) เมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ ที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสารสนเทศและธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมายตั้งสำนักงานและศูนย์วิจัยพัฒนาอยู่ที่นี่
ไฮเดอราบาด (Hyderabad) เมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคใต้ของอินเดีย เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ
กูร์กาโอน (Gurugaon) และ นอยดา (Noida) เมืองดาวรุ่งในเขตมหานครเดลี ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใกล้ที่สุดกับเมืองหลวง
อาห์มาดาบัด (Ahmedabad) เมืองอุตสาหกรรมสำคัญในรัฐคุชราต ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอและกำลังเติบโตในด้านอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และยา
บทเรียนสำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการ
การเคลื่อนไหวของ Hulic และ Logicap ให้บทเรียนสำคัญหลายประการสำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสในอินเดีย:
ความสำคัญของพันธมิตรท้องถิ่น อินเดียเป็นตลาดที่ซับซ้อน มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และกฎระเบียบระหว่างรัฐต่างๆ การมีพันธมิตรท้องถิ่นที่เข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จ
การเลือกทำเลที่ตั้งอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ทุกเมืองในอินเดียที่มีศักยภาพเท่ากัน การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมหลัก และนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นสิ่งจำเป็น
การมองในระยะยาว อินเดียไม่ใช่ตลาดที่จะให้ผลตอบแทนทันทีทันใด แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องการความอดทน ความมุ่งมั่น และความเข้าใจในพลวัตของตลาด
การจับตาดูแนวโน้มโลก การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคือแนวโน้มที่สร้างโอกาสมหาศาลในอินเดีย
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: อนาคตของอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมในอินเดีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์หลายท่านมองว่าภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในอินเดียกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ที่ทำให้โซ่อุปทานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์จากภาครัฐ ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันความต้องการคลังสินค้าสมัยใหม่และศูนย์กระจายสินค้า
ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมของอินเดียคาดว่าจะเติบโตจาก 1.1 พันล้านตารางฟุตในปี 2566 เป็น 1.7 พันล้านตารางฟุตภายในปี 2573 การเติบโตนี้จะมาจากทั้งความต้องการจากภาคส่วนอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคาดว่าจะใช้พื้นที่คลังสินค้ามากขึ้นถึงร้อยละ 40-50 ของพื้นที่ทั้งหมด และจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะในภาคส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเภสัชกรรม
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
แม้โอกาสจะมหาศาล แต่การลงทุนในอินเดียก็ไม่ได้ปราศจากความท้าทาย ความซับซ้อนทางระบบราชการและกฎหมาย ความล่าช้าในการได้รับใบอนุญาตและการอนุมัติ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง และความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมระหว่างรัฐต่างๆ ล้วนเป็นอุปสรรคที่นักลงทุนต่างชาติต้องเผชิญ
นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดก็ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อมีผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ราคาที่ดินและต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น การรักษาอัตรากำไรท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจึงเป็นความท้าทายสำคัญ
อินเดียในสายตาของนักลงทุนไทย: โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม
สำหรับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ อินเดียเป็นตลาดที่น่าจับตามอง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอินเดียมียาวนานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่การค้า การลงทุน ไปจนถึงการท่องเที่ยว
บริษัทไทยหลายแห่งเริ่มมองเห็นโอกาสในอินเดีย โดยเฉพาะในภาคส่วนอาหารและเครื่องดื่ม การก่อสร้าง และการบริการ อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมยังเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนไทยเข้าไปค่อนข้างน้อย การเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Hulic และ Logicap อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจ
ไทยเองก็มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม โดยเฉพาะประสบการณ์ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้ในอินเดียได้ การร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยกับพันธมิตรอินเดียหรือญี่ปุ่นอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงานหรือประกอบธุรกิจ อินเดียเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส การเรียนรู้ภาษาฮินดีหรือภาษาท้องถิ่นอื่นๆ การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและวิถีการทำธุรกิจแบบอินเดีย และการสร้างเครือข่ายกับคนท้องถิ่น อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว