โลกสั่นสะเทือน แต่อินเดียไม่สะดุ้ง! SBI Research ชี้เศรษฐกิจโตพุ่ง 6.8-7.1% แม้น้ำมันพุ่ง-ศึกการค้าโลกระอุ

เมื่อคลื่นพายุถาโถมโลก อินเดียกลับยืนหยัดได้อย่างไร? ในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังโยกคลอนกับวิกฤตราคาน้ำมัน สงครามการค้าที่ยังคุกรุ่น และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมมานาน มีประเทศหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลกยังคงพยักหน้าให้อย่างมั่นใจ นั่นคือ อินเดีย ประเทศที่กำลังก้าวเดินอย่างองอาจเข้าสู่เวทีมหาอำนาจทางระบบเศรษฐกิจของโลก สถาบันวิจัยแห่ง SBI Research (State Bank of India) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ออกมาประกาศตัวเลขที่น่าทึ่ง นั่นคือ อินเดียจะสามารถรักษาอัตราการขยายตัวทางระบบเศรษฐกิจไว้ที่ระดับ 6.8% ถึง 7.1% ในปีนี้ ทั้งที่โลกกำลังเผชิญกับแรงกระแทกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง รวมถึงแรงกดดันจากภายนอกที่รุมเร้าอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลเย็นๆ บนกระดาษ แต่มันคือสัญญาณที่บอกว่า อินเดียไม่ใช่แค่ประเทศกำลังพัฒนาที่น่าจับตามอง แต่กำลังกลายเป็น เครื่องจักรขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ น้ำมันแพง แต่ทำไมอินเดียถึงไม่สะทกสะท้าน? คำถามแรกที่คนส่วนใหญ่มักตั้งขึ้นมาคือ ในเมื่ออินเดียนำเข้าน้ำมันดิบถึง 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นน่าจะทำร้ายระบบเศรษฐกิจของอินเดียอย่างหนักมิใช่หรือ? คำตอบอยู่ที่การที่อินเดียมองเกมเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่าแค่ตัวเลขระยะสั้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมทิ ได้วางกลยุทธ์รับมือแรงกระแทกจากราคาพลังงานไว้หลายชั้น ได้แก่ ประการแรก: อินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้รับประโยชน์หลักจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาดโลก นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน อินเดียก็เพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียขึ้นหลายเท่าตัว และกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ทำให้ต้นทุนพลังงานจริงๆ ของอินเดียต่ำกว่าที่ตัวเลขราคาน้ำมันในตลาดโลกจะบอกไว้มาก ประการที่สอง: … Read more

อินเดีย: เมื่อความฝันมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังวิ่งแซงทรัพยากรมนุษย์ของตัวเอง

ในขณะที่โลกจับตามองอินเดียในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายจีนและประเทศตะวันตก มีคำถามสำคัญที่หลายคนมองข้าม: ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกนี้จะมีคนเพียงพอที่จะขับเคลื่อนความฝันยิ่งใหญ่นี้ไปให้ถึงจริงหรือไม่? ความขัดแย้งที่ไม่มีใครคาดคิด: ประเทศพันล้านคนกำลังขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ ฟังดูแล้วอาจจะขัดหูขัดตา เพราะอินเดียมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน เพิ่งแซงหน้าจีนไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียกำลังวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการพัฒนาคุณภาพคนอย่างมาก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่น้อยเกินไป แต่เกิดจากระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานสมัยใหม่ได้ทัน นี่คือเรื่องราวที่ซับซ้อนและน่าสนใจของประเทศที่กำลังพยายามก้าวกระโดดจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ รากเหง้าของปัญหา: มรดกระบบการศึกษาสมัยอาณานิคม ระบบการศึกษาของอินเดียสมัยใหม่ถูกวางรากฐานในสมัยที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิอังกฤษ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตข้าราชการและพนักงานระดับกลางที่จะมาช่วยบริหารอาณานิคมขนาดยักษ์แห่งนี้ ระบบดังกล่าวเน้นการท่องจำและการทำข้อสอบมากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์หรือความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าอินเดียจะได้เอกราชมานานกว่า 75 ปีแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการศึกษายังคงยึดติดกับแนวทางเดิมๆ อย่างน่าประหลาด มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงสอนหลักสูตรที่ล้าสมัย ขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของตลาดงาน และที่สำคัญคือการขาดการลงทุนอย่างจริงจังในการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ตัวเลขที่น่าตกใจ: ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รายงานจากหลายองค์กรชี้ให้เห็นว่า มีเพียงร้อยละ 25 ของบัณฑิตอินเดียเท่านั้นที่พร้อมทำงานทันทีหลังจากจบการศึกษา ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 ต้องผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมหรือการพัฒนาทักษะก่อนที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำรายงานว่า พวกเขาต้องปฏิเสธผู้สมัครงานถึงร้อยละ 80-90 เนื่องจากขาดทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการเขียนโปรแกรมที่ทันสมัย ความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง หรือแม้แต่ทักษะพื้นฐานอย่างการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ ภาระของความคาดหวัง: เมื่อทุกคนอยากเป็นวิศวกรหรือแพทย์ วัฒนธรรมอินเดียมีความชื่นชมอาชีพบางอาชีพอย่างสูงมาก โดยเฉพาะอาชีพวิศวกร แพทย์ และข้าราชการ ส่งผลให้ … Read more