อินเดีย: เมื่อความฝันมหาอำนาจเศรษฐกิจกำลังวิ่งแซงทรัพยากรมนุษย์ของตัวเอง

ในขณะที่โลกจับตามองอินเดียในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายจีนและประเทศตะวันตก มีคำถามสำคัญที่หลายคนมองข้าม: ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกนี้จะมีคนเพียงพอที่จะขับเคลื่อนความฝันยิ่งใหญ่นี้ไปให้ถึงจริงหรือไม่? ความขัดแย้งที่ไม่มีใครคาดคิด: ประเทศพันล้านคนกำลังขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ ฟังดูแล้วอาจจะขัดหูขัดตา เพราะอินเดียมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน เพิ่งแซงหน้าจีนไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียกำลังวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการพัฒนาคุณภาพคนอย่างมาก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากจำนวนคนที่น้อยเกินไป แต่เกิดจากระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานสมัยใหม่ได้ทัน นี่คือเรื่องราวที่ซับซ้อนและน่าสนใจของประเทศที่กำลังพยายามก้าวกระโดดจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ รากเหง้าของปัญหา: มรดกระบบการศึกษาสมัยอาณานิคม ระบบการศึกษาของอินเดียสมัยใหม่ถูกวางรากฐานในสมัยที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิอังกฤษ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตข้าราชการและพนักงานระดับกลางที่จะมาช่วยบริหารอาณานิคมขนาดยักษ์แห่งนี้ ระบบดังกล่าวเน้นการท่องจำและการทำข้อสอบมากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์หรือความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าอินเดียจะได้เอกราชมานานกว่า 75 ปีแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการศึกษายังคงยึดติดกับแนวทางเดิมๆ อย่างน่าประหลาด มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงสอนหลักสูตรที่ล้าสมัย ขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของตลาดงาน และที่สำคัญคือการขาดการลงทุนอย่างจริงจังในการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ตัวเลขที่น่าตกใจ: ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รายงานจากหลายองค์กรชี้ให้เห็นว่า มีเพียงร้อยละ 25 ของบัณฑิตอินเดียเท่านั้นที่พร้อมทำงานทันทีหลังจากจบการศึกษา ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 ต้องผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมหรือการพัฒนาทักษะก่อนที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดีย บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำรายงานว่า พวกเขาต้องปฏิเสธผู้สมัครงานถึงร้อยละ 80-90 เนื่องจากขาดทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการเขียนโปรแกรมที่ทันสมัย ความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง หรือแม้แต่ทักษะพื้นฐานอย่างการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ ภาระของความคาดหวัง: เมื่อทุกคนอยากเป็นวิศวกรหรือแพทย์ วัฒนธรรมอินเดียมีความชื่นชมอาชีพบางอาชีพอย่างสูงมาก โดยเฉพาะอาชีพวิศวกร แพทย์ และข้าราชการ ส่งผลให้ … Read more

สหรัฐฯ จี้อินเดียด้วยภาษีหนัก จนน้ำมันรัสเซียในตลาดอินเดียพังถล่ม! แต่ยุโรปกลับเงียบเพื่อข้อตกลงการค้ามหึมา

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจ และอินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการตัดทอนแหล่งรายได้ของรัสเซีย เรื่องราวของการกดดันทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกกับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายภาษีศุลกากร และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่ เบื้องหลังสงครามน้ำมันและการเมือง: อินเดียติดกับดักระหว่างสองมหาอำนาจ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออินเดียในกรณีที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ได้ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากรัสเซียลดลงอย่างมหาศาล เขาอธิบายว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ของนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่สามารถบีบให้อินเดียเปลี่ยนทิศทางการค้าได้สำเร็จ ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 น้ำมันรัสเซียคิดเป็นเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดีย แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น สัดส่วนนี้กระโดดพุ่งขึ้นไปถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการใช้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียได้รับผลกำไรอันมหาศาลจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาด จากนั้นกลั่นและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดโลก รวมถึงยุโรปด้วย เบสเซนต์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การประชดประชันและความโง่เขลาสุดขีด” เมื่อยุโรปที่อ้างว่าต่อต้านรัสเซีย กลับกลายเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นจากน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดีย “พวกเขากำลังให้เงินทุนสงครามกับตัวเองเอง” เขากล่าวอย่างชัดเจน ยุโรปปิดหูปิดตาไม่ยอมกดดันอินเดีย: ทุกอย่างเพราะข้อตกลงการค้ามหึมา สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเปิดเผยของเบสเซนต์ที่ว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดีย เหตุผลหลักก็คือ ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียเพื่อให้สามารถสรุปข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย เบสเซนต์เรียกพันธมิตรยุโรปเหล่านี้ว่าเป็นพวก “ชอบแสดงคุณธรรมเพื่อภาพลักษณ์” (virtue signalling) ที่ปากพูดต่อต้านรัสเซีย แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง … Read more