ฮือฮาทั้งอำเภอ! สาววิเชียรบุรีเจอไข่มุกขนาดใหญ่ในหอยแมลงภู่ ชาวเน็ตแห่แนะราคาแสนสูง พร้อมเปิดขายถ้ามีราคาเหมาะสม

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นางสาวเพ็ญนภา พรมศรี อายุ 33 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 6 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เล่าเรื่องราวความโชคดีของตนให้กับสื่อมวลชนฟัง โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ เธอรู้สึกอยากรับประทานหอยแมลงภู่ จึงได้เดินทางไปยังตลาดนัดที่ตำบลวังพิกุล อำเภอบึงสามพัน เพื่อซื้อหอยแมลงภู่สดมากลับบ้าน “ตอนนั้นอยากกินหอยแมลงภู่มากค่ะ เลยไปซื้อมา 2 กิโลกรัมเลย คิดว่าจะต้มกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ราคาก็ไม่แพง ซื้อมาปกติเหมือนทุกครั้ง ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกค่ะ” นางสาวเพ็ญนภา เล่าถึงช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ เมื่อนำหอยแมลงภู่ที่ซื้อมากลับถึงบ้าน เธอได้นำไปต้มเป็นอาหารรับประทานพร้อมน้ำจิ้มตามสูตรที่ชื่นชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณหอยที่ซื้อมามีจำนวนมาก ทำให้รับประทานไม่หมด จึงเหลือหอยอยู่ประมาณ 10 ตัว แต่เพื่อไม่ให้เสียดายอาหาร เธอจึงตัดสินใจรับประทานหอยที่เหลือให้หมดไป ช่วงเวลาแห่งการค้นพบที่น่าตื่นเต้น ขณะที่กำลังเคี้ยวหอยแมลงภู่ตัวสุดท้าย นางสาวเพ็ญนภาสังเกตเห็นความผิดปกติในปากของตน “รู้สึกว่ามีอะไรแข็งๆ เคี้ยวไม่ได้ค่ะ ตอนแรกนึกว่าเป็นหินหรือทรายที่ติดมากับหอย กำลังจะคายทิ้ง แต่พอดูดีๆ เห็นมันเป็นเม็ดกลมๆ สีขาวสวยงาม เลยรีบเอาออกมาดู” เธอเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการค้นพบ หลังจากนำวัตถุแปลกปลอมออกจากปาก … Read more

อนาถ! รวบแม่ลูกอ่อนวัย 32 ปี ค้ายาบ้าในพื้นที่ ผู้ใหญ่บ้านสุดสงสารใช้เงินตัวเอง 5,000 บาท ยื่นประกันตัวผู้ต้องหาให้ได้กลับมาเลี้ยงลูก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านบางหมัก หมู่ 7 ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เมื่อผู้ใหญ่บ้านท้องถิ่นได้แสดงความเมตตาธรรมที่หาได้ยากในยุคปัจจุบัน โดยการช่วยเหลือผู้กระทำผิดคดีค้ายาเสพติดที่อยู่ในสภาพยากลำบาก กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาสังคม ที่ผู้กระทำผิดบางรายอาจไม่ได้เป็นอาชญากรตัวฉกาจ แต่เป็นผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยากลำบาก จนต้องหันไปพึ่งพาทางเลือกที่ผิดกฎหมาย เบื้องหลังการจับกุม: ผู้ใหญ่บ้านลงมือปราบยาเสพติดในพื้นที่ นายเกรียงไกร ทองสม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านบางหมัก ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างจริงจังในการดูแลความปลอดภัยและความสงบสุขของชุมชน โดยได้ร่วมมือกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านติดตามพฤติกรรมที่น่าสงสัยของบุคคลในพื้นที่ที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากการเฝ้าสังเกตและติดตามข้อมูล พบว่านางเอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในพื้นที่ เมื่อมีหลักฐานและข้อมูลเพียงพอ นายเกรียงไกรจึงได้ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหา โดยได้ของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 2 เม็ด พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสพยาเสพติด ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างแน่นอน หลังจากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งให้กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอตะกั่วทุ่งเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้นำชุมชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่กำลังระบาดในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย โดยไม่ได้มองข้าม แม้ว่าจำนวนยาเสพติดที่พบจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงกว้างขึ้นในอนาคต ความจริงที่สะเทือนใจ: ชีวิตของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม เมื่อนายเกรียงไกรได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ต้องหา ก็พบกับความจริงที่ทำให้เขาต้องหยุดคิดและตัดสินใจที่แตกต่างจากการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นางเอ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไม่ได้เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ตามที่อาจคิดกัน แต่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีภาระต้องเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คน … Read more

(ดูคลิป) สาวโคราชผงะ! ผู้เช่าทำบ้านพังยับ-ขยะเน่ากองโต ตู้เย็นกลายเป็นรังหนอน – เช่ามา 1 ปีไม่เคยเอาขยะไปทิ้ง สุดท้ายค้างค่าเช่าเผ่นหนี

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพที่น่าตกใจลงในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเตือนสติและสร้างความระมัดระวังให้แก่เจ้าของบ้านเช่าทั่วประเทศ โดยภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเสียหายครั้งใหญ่ภายในบ้านเช่าของพี่สาวผู้โพสต์ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภาพที่ปรากฏออกมาทำให้ผู้คนที่เห็นต้องตกใจและตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่มีคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสกปรกขนาดนี้ได้ ภาพเหล่านั้นเต็มไปด้วยขยะเน่าที่กองสูงเป็นภูเขา กระจายไปทุกซอกทุกมุมของบ้าน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลจนใครที่เห็นก็แทบจะอ้วก นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของขี้สุนัขที่เรี่ยรายอยู่ทุกห้อง แสดงให้เห็นถึงการละเลยและไม่รับผิดชอบต่อทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างชัดเจน https://www.facebook.com/reel/1165252552203873 ประวัติบ้านเช่าและผู้เช่ารายก่อนหน้า บ้านเช่าหลังนี้ในอดีตเคยมีผู้เช่าหลายรายมาพักอาศัยตามลำดับ แต่ไม่เคยมีผู้เช่ารายใดที่จะสร้างปัญหาหรือทำให้บ้านเช่าต้องเสียหายในระดับที่น่าตกใจเช่นนี้มาก่อน ผู้เช่าทุกรายในอดีตล้วนแต่ดูแลรักษาความสะอาดและใช้ทรัพย์สินอย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งคืนบ้านในสภาพที่พอใช้ได้หรือดีมาก ทำให้เจ้าของบ้านไม่เคยคิดว่าจะมีวันต้องมาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายถึงขนาดนี้ รายละเอียดผู้เช่ารายปัจจุบัน ผู้เช่ารายที่สร้างปัญหาครั้งนี้คือ นางสาวบุญชู อายุ 42 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เมื่อครั้งที่มาขอเช่าบ้าน นางสาวบุญชูมาเพียงคนเดียว พร้อมกับสุนัข 1 ตัว ท่าทางดูดี มีกิริยาเป็นผู้ใหญ่ พูดจาสุภาพ ทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกวางใจและไม่ได้คิดอะไรมากนัก จึงยินดีให้เช่าบ้านโดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยหรือขอหลักประกันมากเกินไป การที่ผู้เช่ารายนี้เป็นผู้หญิงที่มาอยู่คนเดียว ทำให้เจ้าของบ้านคิดว่าน่าจะดูแลบ้านได้ดี เพราะโดยปกติแล้วผู้หญิงมักจะมีความละเอียดและรักความสะอาดมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้การที่มาพร้อมกับสุนัขเพียง 1 ตัว ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านเกิดความกังวล เพราะคิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีขนาดเล็ก สามารถควบคุมดูแลได้ง่าย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า การตัดสินใจที่ไว้วางใจโดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดนั้น … Read more

รวบหนุ่มขนแผงบิทคอยน์พิรุธ อ้างซื้อมาหลอมทอง ไม่มีหลักฐาน พบมีหมายจับติดตัว 4 คดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจนครบาลสายไหม ได้จับกุมชายหนุ่มวัย 32 ปี ขณะขับรถกระบะบรรทุกแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับขุดบิทคอยน์จำนวนมาก ด้วยท่าทางที่น่าสงสัย หลังตรวจสอบพบเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับถึง 4 หมาย ในข้อหาลักทรัพย์และรับของโจร แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าซื้อมาในราคา 50,000 บาท เพื่อนำไปหลอมสกัดทองคำที่อยู่ในแผงวงจร แต่กลับไม่สามารถแสดงหลักฐานการซื้อขายหรือระบุแหล่งที่มาได้ชัดเจน การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณใกล้ปากซอยเพิ่มสิน 13/1 ถนนเพิ่มสิน แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้สังเกตเห็นความผิดปกติของรถกระบะคันดังกล่าว และติดตามจนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ ของกลางที่ตรวจยึดได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นและยึดของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับขุดบิทคอยน์ขนาดเล็ก จำนวน 1 กระสอบ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับขุดบิทคอยน์ขนาดกลาง จำนวน 66 แผ่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับขุดบิทคอยน์ขนาดใหญ่ จำนวน 13 แผ่น ซึ่งผู้ต้องหาไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว-ดำ จำนวน 1 คัน ที่ใช้ในการขนส่งของกลางดังกล่าว เหตุการณ์ก่อนการจับกุม … Read more

รวบ “เซียนพระกำมะลอ” ฉกพระเครื่องล้ำค่าจากอดีตทหารเรือวัย 95 ปี มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมนายวรกาญจน์ อายุ 30 ปี ซึ่งอ้างตนเป็นเซียนพระที่มีความรู้ความชำนาญในการประเมินพระเครื่องจากจังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้ต้องหากำลังนอนพักอยู่ในห้องพักของรีสอร์ทที่หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ ณ เวลาที่จับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามหลบหนีแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าคงหมดหนทางในการหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว การจับกุมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ติดตามเบาะแสและเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ โดยมีการใช้กล้องวงจรปิดและข้อมูลจากพยานต่างๆ มาประกอบการสืบสวน จนสามารถติดตามตัวผู้ต้องหาได้ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุพอสมควร เหตุการณ์วันเกิดเหตุที่สร้างความสะเทือนใจ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ขณะที่ จ่าเอก ประชุม บุญอินทร์ อายุ 95 ปี อดีตทหารเรือผู้มีเกียรtiที่ได้รับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน กำลังอยู่ที่บ้านพักอาศัยของตนเองในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในช่วงเวลากลางวันที่บ้านไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ผู้ต้องหาซึ่งอ้างตนเป็นเซียนพระที่มีความรู้ความสามารถในการดูและประเมินค่าพระเครื่องได้เข้ามาพูดคุยด้วยท่าทีที่ดูสุภาพและน่าเชื่อถือ ผู้ต้องหาได้แสดงความสนใจในพระเครื่องของผู้เสียหายและได้ขอดูพระเครื่องต่างๆ ที่ผู้เสียหายเก็บสะสมมา โดยอ้างว่าต้องการจะเช่าพระไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังดูมีเหตุผลและไม่น่าสงสัย จ่าเอก ประชุม ซึ่งมีจิตใจเป็นกุศลและไว้วางใจในคนอื่นๆ จึงได้นำพระเครื่องที่เก็บรักษามาอย่างดีออกมาให้ดู และได้ถอดสร้อยพระที่สวมอยู่ออกมาให้ผู้ต้องหาได้ตรวจสอบด้วย เมื่อได้โอกาสดังที่วางแผนไว้ ผู้ต้องหาได้แสดงพฤติกรรมที่แท้จริงออกมาอย่างรวดเร็ว โดยได้คว้าสร้อยพระพร้อมพระเครื่องทั้งหมดที่อยู่ในมือแล้วรีบวิ่งหลบหนีออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้ผู้เสียหายผู้สูงอายุที่ไม่สามารถไล่ตามได้เพียงแต่ตะโกนเรียกคนแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที แต่ก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียใจอย่างมากต่อผู้เสียหาย พระเครื่องล้ำค่าที่ถูกขโมย พระเครื่องที่ถูกขโมยไปในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 9 องค์ มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นพระเครื่องเก่าแก่และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศาสนาอย่างสูง พระเครื่องเหล่านี้ประกอบด้วย พระของขวัญหลวงพ่อสด … Read more

ตำรวจบุกจับชาวจีนเช่าบ้านดัดแปลงเป็นโฮสเทลผิดกฎหมาย พบไลฟ์สดขายยาไวอากร้าไม่ขึ้นทะเบียน กลางกรุงเทพฯ

พื้นที่ที่เข้าตรวจค้นในครั้งนี้เป็นบ้านพักเช่า 2 หลัง ตั้งอยู่ในซอยอินทามระ 49 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นย่านที่มีบ้านพักเช่าและอาคารพาณิชย์หนาแน่น ใกล้กับถนนรัชดาภิเษก เป็นทำเลที่สะดวกในการเดินทางและค้าขาย ก่อนการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้มีการสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง พบว่ามีการเข้าออกของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน มีการขนของเข้าออกบ่อยครั้ง และมีเสียงดังจากการถ่ายทำหรือการไลฟ์สด ทำให้ชาวบ้านรู้สึกรำคาญและกังวลเรื่องความปลอดภัย การปฏิบัติการในครั้งนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เนื่องจากมีประเด็นความผิดหลายด้าน ทั้งเรื่องการทำงานของคนต่างด้าว การจัดตั้งสถานประกอบการโดยไม่ได้รับอนุญาต การค้าขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงต้องเตรียมหมายค้น พร้อมประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรัดกุมและครบถ้วน รายละเอียดการตรวจค้นและการจับกุม เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังแรก พบชาวจีน 2 คน ได้แก่ นายเจียงฮัว ซึ่งเป็นผู้เช่าบ้านพักทั้ง 2 หลังดังกล่าว และนายวู ซึ่งทำหน้าที่เป็นลูกจ้างของนายเจียงฮัว อยู่ภายในบ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ทั้งสองคนแสดงท่าทีตกใจและพยายามอธิบายว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ ภายในบ้านพักหลังแรกนั้น เจ้าหน้าที่พบว่ามีการจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบ โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ มีชั้นวางสินค้าเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สินค้าที่พบประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และที่สำคัญคือยาไวอากร้าจำนวนมาก ซึ่งสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีเลขที่จดทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และบางรายการมีข้อความเป็นภาษาจีนเท่านั้น นอกจากสินค้าสำเร็จรูปแล้ว ยังพบอุปกรณ์สำหรับการบรรจุภัณฑ์ … Read more

ช่างเข้าซ่อมในถังเหล็กไม่แจ้งใคร คนข้างนอกเปิดเครื่องจนถูกใบพัดปั่นร่างดับสยอง

เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาได้รับแจ้งเหตุจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งว่ามีพนักงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน โดยถูกใบพัดเครื่องจักรภายในโรงงานตัดร่างจนเสียชีวิต สถานที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่บ้านหนองโสมง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา หลังจากได้รับแจ้งเหตุ พันตำรวจเอกสุทธินันท์ คงแช่มดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายสืบและเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ได้รุดเดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุทันทีเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานและสืบหาสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตานครราชสีมา และแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่เดินทางมาตรวจพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตและหาสาเหตุการเสียชีวิต สภาพที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในโรงงาน พบศพของนายตัน หล่าย อายุ 35 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งเป็นพนักงานช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรของโรงงาน นอนเสียชีวิตอยู่ภายในถังเหล็กอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน สภาพศพอยู่ในลักษณะที่สยดสยองมาก เนื่องจากถูกใบพัดเครื่องจักรขนาดใหญ่หมุนตัดร่างจนเสียชีวิต ลักษณะของศพผู้ตายมีเสื้อผ้าที่สวมใส่เกือบหลุดออกจากร่างหมดแล้ว เหลือเพียงกางเกงชั้นในติดอยู่บางส่วนเท่านั้น บริเวณลำตัวมีบาดแผลสาหัสจากการถูกของมีคมตัดลึก เริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายเฉียงลงมาทางด้านขวาของลำตัว กระดูกสันหลังหักจากแรงกระแทกและแรงบิดของใบพัดที่หมุนด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังพบคราบเลือดติดอยู่บริเวณใบพัดของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีความสูงมากกว่า 2 เมตร ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุครั้งนี้ พบหลักฐานสำคัญ บริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตที่ถอดไว้อย่างเรียบร้อย โทรศัพท์มือถือส่วนตัว และอุปกรณ์เครื่องมือช่างต่างๆ ที่จัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นว่าผู้เสียชีวิตได้เตรียมตัวเข้าไปทำงานซ่อมแซมภายในเครื่องจักรอย่างมีแผนการ โดยได้จัดเตรียมอุปกรณ์การทำงานไว้เรียบร้อยก่อนเข้าไปข้างใน ซึ่งสภาพของเครื่องมือและสิ่งของเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการดิ้นรนหรือความผิดปกติใดๆ ก่อนเกิดเหตุ สิ่งที่น่าสังเกตคือ … Read more

ปฏิบัติการช่วยชีวิต! บุกช่วย 11 คนไทยติดกับดักนรกกัมพูชา ถูกหลอกทำงานสแกมเมอร์ ก่อนส่งไปปอยเปต

การปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ญาติของเหยื่อรายหนึ่งได้รับแจ้งจากลูกหลานที่เดินทางไปทำงานที่จังหวัดสระแก้ว และสงสัยว่าตนเองถูกหลอกลวง จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ทำการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ กกล.บูรพา และสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศเข้าดำเนินการช่วยเหลือทันที เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักดังกล่าว พบว่ามีเยาวชนและบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้น 11 คน ทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 18-31 ปี กำลังรอเวลาที่จะถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชา โดยในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือนั้น บุคคลที่ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมเหยื่อทั้ง 11 คนได้หลบหนีไปก่อนหน้านั้นไม่นาน ทำให้เหยื่อทุกคนรอดพ้นจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา ผู้บังคับการสถานีตำรวจเปิดเผยรายละเอียดคดี พันตำรวจเอก ชูชาติ คงเมือง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือเหยื่อทั้ง 11 รายแล้ว ได้ดำเนินการกระจายตัวเหยื่อให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำและบันทึกพยานหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินคดีและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป สำหรับเหยื่อทั้ง 11 รายนั้น พบว่ามี 2 รายที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ กรณีหนึ่งเป็นคดีเสพยาเสพติด และอีกกรณีหนึ่งมีหมายจับในข้อหาเป็นบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการให้บุคคลอื่นใช้บัญชีธนาคารของตนเองในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยทั้งสองรายนี้จะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน นอกจากนี้ พ.ต.อ.ชูชาติ ยังได้เปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเจ้าของบ้านที่ใช้เป็นเซฟเฮาส์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงนี้โดยตรง และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและขยายผลของพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมด ทั้งนี้ เบื้องต้นแล้วคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจกำลังให้ความสำคัญและเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง เปิดรูปแบบการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย จากการสอบปากคำเหยื่อทั้ง 11 ราย … Read more

รวบหนุ่มอินเดียเมากัญชาคลุ้มคลั่ง ชักปืนโมเดลข่มขู่อาสาจราจรหน้าโรงแรมดัง กลางใจกรุงสยามสแควร์

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 15.50 น. เมื่อมีรายงานแจ้งเข้าสู่ศูนย์สั่งการของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันว่า มีชายชาวต่างชาติคนหนึ่งมีพฤติกรรมผิดปกติ ตะโกนเอะอะโวยวาย และแสดงท่าทีคุกคามผู้คนด้วยอาวุธคล้ายปืน บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยสยามสแควร์ 6 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน การแจ้งเหตุดังกล่าวทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องเข้าสู่ภาวะเฝ้าระวังสูงสุด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากสัญจรไปมาตลอดเวลา การสั่งการระดับผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ พลตำรวจเอก สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้หน่วยงานเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยมีพลตำรวจตรี ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 และพันตำรวจเอก นริศ ปารถนาพร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ร่วมกันประสานงาน สั่งการให้พันตำรวจเอก ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นำกำลังพลเข้าปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ชุดปฏิบัติการประกอบด้วยทีมงานจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Basic SWAT) สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษสำหรับการจัดการกับสถานการณ์วิกฤติ พร้อมด้วยสายตรวจประจำพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยกับบริบทและสภาพแวดล้อมของสยามสแควร์เป็นอย่างดี การสั่งการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของหน่วยงานตำรวจในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับอาวุธและความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก รายละเอียดการปฏิบัติการจับกุม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าโรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ได้พบเห็นชายชาวต่างชาติที่ต่อมาทราบชื่อว่า นายธาดานี ซาฮิล ราม (Mr.Thadani Sahil Ram) อายุ … Read more

ชาวต่างชาติสัญชาติบราซิลฝ่าฝืนกฎจราจร ถ่มน้ำลายใส่ตำรวจ หลังไม่ยอมรับโทษขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศร-ไม่สวมหมวก

เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร้อยตำรวจโท ศิวกร สมสุระ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายงานการจราจร สังกัดสถานีตำรวจนครบาลเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยการตั้งจุดตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อกวดขันวินัยการจราจรและตรวจสอบผู้ใช้รถใช้ถนนตามเส้นทางสายต่างๆ ในเมืองพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก บริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 ซึ่งเป็นเส้นทางคู่ขนานกับถนนเลียบชายหาดพัทยา เป็นเส้นทางสำคัญที่มีการจราจรคับคั่งในเวลากลางคืนและช่วงเช้าตรู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยว พื้นที่นี้มีร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบันเทิงต่างๆ จำนวนมาก จึงมีการใช้รถจักรยานยนต์ในการสัญจรอย่างหนาแน่น พบชาวต่างชาติขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ ร.ต.ท.ศิวกร กำลังตรวจสอบและจับกุมผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ ที่ฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นชาวต่างชาติหญิง 1 ราย กำลังขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha รุ่น GT สีดำ เคลื่อนมาจากทิศทางถนนพัทยาสาย 2 ซอย 9 โดยพยายามจะย้อนศรเพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนเลียบชายหาดพัทยา จากการสังเกตเบื้องต้น พบว่าชาวต่างชาติผู้นี้ไม่เพียงแต่ขี่รถย้อนศรซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังไม่สวมหมวกกันน็อกในขณะขี่รถจักรยานยนต์อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในหลายมาตราพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปสกัดและหยุดรถจักรยานยนต์ของชาวต่างชาติผู้นี้ … Read more