อินเดีย-สหภาพยุโรป: พันธมิตรที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก เมื่อ ‘อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอน’ มาเดลีพร้อมข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์

ในวันที่โลกกำลังแตกแยกด้วยสงคราม นโยบายปิดกั้นทางการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมือง การมาเยือนของประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอน ที่กรุงนิวเดลีในฐานะแขกเกียรติยศงานพาเหรดวันสาธารณรัฐอินเดีย ณ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ไม่ใช่แค่การเยือนทางการทูตธรรมดาๆ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า อินเดียและสหภาพยุโรปพร้อมที่จะสานพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลกไปตลอดกาล “เราเลือกเส้นทางแห่งความร่วมมือ” ข้อความที่ส่งถึงโลกที่แตกแยก หลังจากลงจากเครื่องบิน ฟอน แดร์ ไลเอนได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ดีใจมากที่ได้มาอินเดียในวันนี้ อินเดียและยุโรปได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนแล้ว นั่นคือการเลือกเส้นทางแห่งความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ การเจรจาเปิดเผย และการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน เราจะร่วมกันสร้างความยืดหยุ่นและความเข้มแข็งร้วมกัน เราจะแสดงให้โลกที่แตกแยกเห็นว่า ยังมีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้” ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทศิลป์ทางการทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไป ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจใหญ่ หรือแนวโน้มของนโยบายคุ้มกันการค้าที่กำลังกลับมาเป็นที่นิยมในหลายประเทศ สำหรับอินเดีย การเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำสูงสุดของสหภาพยุโรปในงานพาเหรดวันสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นงานฉลองที่สำคัญที่สุดของชาติ สะท้อนถึงความสำคัญที่นิวเดลีมอบให้กับความสัมพันธ์นี้ นับตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2490 งานพาเหรดวันสาธารณรัฐได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังทางทหาร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ การเลือกแขกเกียรติยศจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก ข้อตกลงการค้าเสรี: “แม่ของข้อตกลงทั้งหมด” ที่อาจสร้างตลาด 2 … Read more

สหรัฐฯ จี้อินเดียด้วยภาษีหนัก จนน้ำมันรัสเซียในตลาดอินเดียพังถล่ม! แต่ยุโรปกลับเงียบเพื่อข้อตกลงการค้ามหึมา

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจ และอินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการตัดทอนแหล่งรายได้ของรัสเซีย เรื่องราวของการกดดันทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกกับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายภาษีศุลกากร และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่ เบื้องหลังสงครามน้ำมันและการเมือง: อินเดียติดกับดักระหว่างสองมหาอำนาจ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออินเดียในกรณีที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ได้ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากรัสเซียลดลงอย่างมหาศาล เขาอธิบายว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ของนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่สามารถบีบให้อินเดียเปลี่ยนทิศทางการค้าได้สำเร็จ ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 น้ำมันรัสเซียคิดเป็นเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดีย แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น สัดส่วนนี้กระโดดพุ่งขึ้นไปถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการใช้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียได้รับผลกำไรอันมหาศาลจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาด จากนั้นกลั่นและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดโลก รวมถึงยุโรปด้วย เบสเซนต์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การประชดประชันและความโง่เขลาสุดขีด” เมื่อยุโรปที่อ้างว่าต่อต้านรัสเซีย กลับกลายเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นจากน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดีย “พวกเขากำลังให้เงินทุนสงครามกับตัวเองเอง” เขากล่าวอย่างชัดเจน ยุโรปปิดหูปิดตาไม่ยอมกดดันอินเดีย: ทุกอย่างเพราะข้อตกลงการค้ามหึมา สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเปิดเผยของเบสเซนต์ที่ว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดีย เหตุผลหลักก็คือ ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียเพื่อให้สามารถสรุปข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย เบสเซนต์เรียกพันธมิตรยุโรปเหล่านี้ว่าเป็นพวก “ชอบแสดงคุณธรรมเพื่อภาพลักษณ์” (virtue signalling) ที่ปากพูดต่อต้านรัสเซีย แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง … Read more