ปรากฏการณ์ซีรีส์แนวตั้งจีนกวาดโลก ตลาดมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท คาดโตแตะระดับประวัติศาสตร์

ซีรีส์สั้นแนวตั้งจากจีนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการบันเทิงโลก ด้วยต้นทุนต่ำ ถ่ายทำเร็ว และเนื้อหาที่ตอบโจทย์การเสพสื่อยุคดิจิทัล ขณะที่ตลาดคาดว่าจะเติบโตแตะ 14,000 ล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้ กระแสซีรีส์สั้นแนวตั้งจากจีนหรือที่เรียกกันว่า “Duanju” กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการบันเทิงโลก ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจากซีรีส์ทั่วไป ทั้งในเรื่องของความยาว รูปแบบการเล่าเรื่อง และวิธีการบริโภคเนื้อหาที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนยุคนี้ที่ต้องการความบันเทิงแบบรวดเร็วและกระชับ ## ซีรีส์แนวตั้งคืออะไร? ทำไมถึงดังระดับโลก ซีรีส์แนวตั้งหรือ Vertical Drama เป็นรูปแบบซีรีส์ใหม่ที่แต่ละตอนมีความยาวเพียง 1-2 นาที โดยทั้งเรื่องจะมีประมาณ 60-70 ตอน ถูกออกแบบมาเพื่อรับชมบนมือถือโดยเฉพาะ ด้วยการแสดงในแนวตั้งที่เหมาะสมกับหน้าจอสมาร์ทโฟน จุดเด่นหลักของซีรีส์แนวนี้คือการเล่าเรื่องที่เข้าประเด็นตรงไปตรงมา ไม่เสียเวลาปูพื้น เนื้อเรื่องไหลเร็วและมีจุดหักมุมทุก 30 วินาที เพื่อดึงดูดให้ผู้ชมอยากติดตามตอนต่อไป เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรักโรแมนติก คอมเมดี้ หรือดราม่าสุดเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องราวความรักของซีอีโอจอมบงการที่ได้รับความนิยมสูงสุด ## ต้นกำเนิดและการพัฒนาของซีรีส์แนวตั้ง ซีรีส์แนวตั้งจีนเริ่มเป็นที่รู้จักของสาธารณชนครั้งแรกราว ปี 2561 จากการเติบโตของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น การพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยช่วงปี 2565 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตสูง แตกต่างจากคลิปสั้นทั่วไป Duanju ผลิตโดยทีมมืออาชีพ นักแสดงจริง และทีมถ่ายทำเต็มรูปแบบ … Read more

พลทหารเครียดเพราะไม่ได้กลับบ้าน 2 เดือน กราดยิงชาวบ้านเจ็บ 2 คน ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 15 สิงหาคม 2568 บริเวณทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยตาเกาว์ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อ พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้นำอาวุธปืนเล็กยาวมากราดยิงใส่กลุมชาวบ้านที่กำลังนั่งดื่มสุราอย่างสันติ การกราดยิงครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 2 ราย ได้แก่ นายอนุวัฒน์ สิงห์ชัย อายุ 32 ปี ซึ่งถูกกระสุนยิงเข้าปอดด้านขวา มีอาการสาหัส และ นายวุทธนา นาประโคน อายุ 35 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระจกที่บริเวณเท้า ทั้งสองรายได้รับการนำส่งโรงพยาบาลทันทีและล่าสุดสามารถพ้นขีดอันตรายได้แล้ว บรรยากาศก่อนเกิดเหตุ เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านในพื้นที่มารวมตัวกันดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสันติสุข ไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เหตุการณ์กราดยิงจึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่คาดคิด ทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นตกใจและหนีตายกันวุ่นวาย การหลบหนีและการติดตาม หลังจากก่อเหตุกราดยิงแล้ว พลทหารรัฐภูมิ ได้หลบหนีเข้าไปในป่าพร้อมกับอาวุธปืน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งระดมกำลังออกติดตามและค้นหาตัวผู้ก่อเหตุ ปฏิบัติการค้นหา ได้เริ่มขึ้นทันทีหลังรับแจ้งเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยทหารได้ร่วมกันออกตามค้นหาตลอดทั้งคืน การติดตามครั้งนี้ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้แก่ การใช้โดรน (Drone) เพื่อสำรวจพื้นที่จากมุมสูงและครอบคลุมพื้นที่กว้าง กำลังภาคพื้นดิน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่มีประสบการณ์ในการติดตามผู้ร้าย การประสานงาน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การค้นหามีประสิทธิภาพสูงสุด … Read more

กระทรวงการคลังเผยแผนปฏิวัติระบบสวัสดิการ เริ่มใช้ “Negative Income Tax” ปี 2570 บังคับทุกคนยื่นภาษี

กระทรวงการคลังประกาศนโยบายสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการและภาษีของประเทศไทยอย่างครั้งใหญ่ ด้วยการนำระบบ “Negative Income Tax” หรือภาษีเงินได้ติดลบมาใช้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งจะบังคับให้ประชาชนทุกคนยื่นแบบภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย โดยผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะได้รับสวัสดิการ ส่วนผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์จะต้องเสียภาษี ปลัดคลังเผยวิสัยทัศน์ใหม่ ประกาศใช้ระบบภาษีปฏิวัติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ศึกษาแนวคิด “Negative Income Tax” หรือภาษีเงินได้ติดลบมาอย่างยาวนาน เพื่อนำมาปรับใช้ในระบบสวัสดิการของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดกระทรวงได้ประกาศชัดเจนว่าจะเริ่มใช้ระบบภาษีรูปแบบใหม่นี้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ให้มีความครอบคลุมและลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ข้อมูลครอบคลุมกว่า 60.8 ล้านคน และ 6 แสนกิจการ โดยจะใช้ข้อมูลดังกล่าวมาบูรณาการร่วมกับนโยบาย Negative Income Tax วางเป้าหมายให้สามารถเริ่มใช้ได้ในปี 2570 ทำความเข้าใจ “Negative Income Tax” ระบบภาษีที่ทุกคนต้องรู้ Negative Income Tax เป็นระบบภาษีที่มีลักษณะพิเศษ โดยจะกำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี รวมถึงผู้ที่ต้องการรับสวัสดิการของรัฐด้วย … Read more

วิกฤตการ์ดโปเกมอน! แมคโดนัลด์ญี่ปุ่นยุติโปรโมชั่นหลังอาหารถูกทิ้งกองโต สะท้อนปัญหาการเก็งกำไรและขยะอาหาร

แมคโดนัลด์ในญี่ปุ่นประกาศยุติการแจกการ์ดโปเกมอนในชุดแฮปปี้มีลอย่างกะทันหัน หลังเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเมื่อผู้บริโภคจำนวนมากซื้อชุดอาหารเพียงเพื่อต้องการการ์ดของแถม แล้วนำอาหารไปทิ้งเป็นจำนวนมาก สร้างปัญหาขยะอาหารและภาพลักษณ์เสียหายให้กับแบรนด์ดัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อแมคโดนัลด์ญี่ปุ่นเปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษที่แถมการ์ดโปเกมอนลิมิเต็ดอิดิชั่นกับชุดแฮปปี้มีล ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิด นำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงและบังคับให้บริษัทต้องทบทวนกลยุทธ์การตลาดครั้งนี้ ปรากฏการณ์แห่งความบ้าคลั่งการ์ดโปเกมอน การ์ดโปเกมอนที่แถมมากับชุดแฮปปี้มีลครั้งนี้ไม่ใช่การ์ดธรรมดา แต่เป็นการ์ดลิมิเต็ดอิดิชั่นที่มีการออกแบบพิเศษเฉพาะสำหรับแมคโดนัลด์ญี่ปุ่นเท่านั้น การ์ดชุดนี้ประกอบด้วยตัวละครโปเกมอนยอดนิยมหลายตัว รวมถึงปิกาจู อีวี และเจเนเรชั่นใหม่ล่าสุด ด้วยงานศิลปะที่สวยงามและมีความหายากสูง เมื่อข่าวการเปิดตัวการ์ดชุดนี้แพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียและชุมชนนักสะสม ร้านแมคโดนัลด์ทั่วญี่ปุ่นก็กลายเป็นจุดปลายทางของผู้คนนับพันที่แห่กันไปซื้อชุดแฮปปี้มีล ไม่ใช่เพื่ออาหาร แต่เพื่อการ์ดที่อยู่ข้างใน สถานการณ์นี้ทำให้สินค้าขายหมดภายในวันแรกที่เปิดตัวในหลายสาขา ผู้จัดการสาขาแมคโดนัลด์แห่งหนึ่งในโตเกียวเล่าว่า “เราไม่เคยเห็นความต้องการสินค้าแบบนี้มาก่อน ลูกค้าเข้ามาเป็นแถวยาวตั้งแต่เช้าตรู่ และหลายคนสั่งชุดแฮปปี้มีลครั้งละ 10-20 ชุด ซึ่งผิดปกติมาก เพราะปกติแล้วชุดนี้ออกแบบมาสำหรับเด็กและครอบครัว” เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการซื้อ การสำรวจเพิ่มเติมเผยให้เห็นว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือนักสะสมการ์ดโปเกมอนที่แท้จริงที่ต้องการเก็บไว้ในคอลเลกชั่นส่วนตัว กลุ่มที่สองคือเด็กและครอบครัวที่ต้องการการ์ดเพื่อความสนุกสนาน และกลุ่มที่สามซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหามากที่สุดคือผู้ที่ต้องการนำการ์ดไปขายต่อเพื่อหากำไร กลุ่มผู้เก็งกำไร หรือที่เรียกกันว่า “รีเซลเลอร์” เหล่านี้ได้วางแผนอย่างเป็นระบบ พวกเขาส่งคนไปต่อแถวซื้อหลายร้าน บางคนใช้บริการจ้างคนต่อแถวแทน และบางคนเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปซื้อในสาขาต่างๆ ที่ยังมีสินค้าเหลืออยู่ สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือพฤติกรรมหลังการซื้อของกลุ่มนี้ หลังจากซื้อชุดแฮปปี้มีลเป็นจำนวนมากแล้ว พวกเขาจะเปิดกล่องเพื่อเอาการ์ดออกมาในทันที แล้วทิ้งอาหารไว้ที่ลานจอดรถหรือบริเวณใกล้เคียงกับร้าน การกระทำนี้สร้างปัญหาขยะอาหารในปริมาณมหาศาลและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับร้านอาหาร ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสังคม ปัญหาขยะอาหารที่เกิดขึ้นมีความร้ายแรงมากกว่าที่หลายคนคิด ในวันเดียวเท่านั้น มีรายงานว่ามีอาหารจากชุดแฮปปี้มีลถูกทิ้งเป็นจำนวนหลายร้อยชุดทั่วประเทศ แต่ละชุดประกอบด้วยเบอร์เกอร์ … Read more

เปิดข้อมูล! ไทย-สวีเดนเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F มูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้าน พร้อมแพ็คเกจถ่ายทอดเทคโนโลยีมหาศาล 1 แสนล้านบาท

ประเทศไทยเตรียมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หลังจากจะลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Saab Gripen E/F จำนวน 4 ลำจากประเทศสวีเดน พร้อมด้วยแพ็คเกจการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการชดเชยทางกลาโหมที่มีมูลค่ารวมเกิน 1 แสนล้านบาท ถือเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความสามารถด้านการป้องกันประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจของไทยอย่างสิ้นเชิง พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ มีกำหนดการเดินทางไปกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อลงนามในสัญญาครั้งสำคัญนี้ โดยมีนายพอล จอห์นสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวีเดนเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศและเปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ งบประมาณเกือบ 2 หมื่นล้าน แต่ผลตอบแทนเกิน 1 แสนล้าน คณะรัฐมนตรีไทยได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 19,500 ล้านบาทสำหรับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ 4 ลำพร้อมระบบที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของข้อตกลงนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องบินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่แพ็คเกจการชดเชยทางกลาโหมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงกว่า 100,000 ล้านบาท แพ็คเกจดังกล่าวครอบคลุมทั้งในมิติทางทหารและพลเรือน โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทย และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทำให้ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการซื้อเครื่องบินขับไล่ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของประเทศ การชดเชยทางตรง: สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย การชดเชยทางตรง … Read more

ภรรยา “เอ๋ ไพโรจน์” ร้องอัยการสูงสุด เผยถูกลูกเลี้ยงไล่ออกจากบ้าน พร้อมเปิดข้อสงสัยการเสียชีวิตปริศนา

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 – สำนักงานอัยการสูงสุด นางพลอยรัชษ์ ชินรัตน์วาณิช อายุ 50 ปี ภรรยาคนสุดท้ายของนักแสดงอาวุโสชื่อดัง “เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร” ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมี ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม เป็นผู้นำทีมให้การสนับสนุน หลังเผชิญปัญหาถูกไล่ออกจากบ้านที่อาศัยร่วมกับสามีมานานกว่า 20 ปี พร้อมทั้งเปิดเผยข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของสามีที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ประวัติความสัมพันธ์ยาวนาน 2 ทศวรรษ นางพลอยรัชษ์หรือที่รู้จักในนาม “เอ๋” ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์กับนายไพโรจน์ สังวริบุตร ตั้งแต่ปี 2548 และได้จดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี 2552 ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเปิดเผยและมีความสุขมาตลอด โดยนายไพโรจน์เป็นผู้กำกับและนักแสดงอาวุโสที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไทย มีอายุ 72 ปี ณ วันที่เสียชีวิต ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน ทั้งคู่ได้ดำเนินธุรกิจร่วมกันทั้งหมด 4 บริษัท และอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง นางพลอยรัชษ์กล่าวว่าตนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับสามี และไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนเช่นนี้หลังจากที่สามีเสียชีวิตไป การเสียชีวิตอย่างกะทันหันและข้อสงสัยที่เกิดขึ้น … Read more

“ป๋าแต๋น” ตามมาส่งกำลังใจ “ลุงพล” ถึงคุกนครพนม – บอกเอาหัวใจมาฝากสามี ยันสู้ต่อถึงฎีกา

คดีสังหารเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ กลับมาเป็นข่าวครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพิ่มโทษนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล เป็น 26 ปี จากเดิม 20 ปี และเปลี่ยนข้อหาจากประมาทเป็นฆ่าโดยเจตนา ขณะที่นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ภรรยาลุงพล ได้รับการยกฟ้อง การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมคดีที่เคยสร้างกระแสความสนใจมหาศาลในสังคมไทย เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของลุงพลเป็นการฆ่าโดยเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทำโดยประมาทดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้เมื่อปี 2566 รายละเอียดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้นายไชย์พล วิภา มีความผิดใน 3 ข้อหา คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล จำคุก 15 ปี พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 10 ปี กระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น จำคุก 1 ปี รวมเป็นโทษจำคุกทั้งหมด 26 ปี … Read more

ปิดร้านอาหารเวียดนาม หลังเจ้าหน้าที่พบ ‘เนื้อสุนัข’ ปลอมเป็น ‘เนื้อแพะ’ กระทบ ‘อุตสาหกรรมอาหารเอเชีย’

ลอนดอน, สหราชอาณาจักร – วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักได้เกิดขึ้นในใจกลางกรุงลอนดอน เมื่อร้านอาหารเวียดนาม “Pho Na” บนถนนโอลด์เคนท์ ย่านเซาท์วาร์ก ถูกปิดตัวลงอย่างถาวรหลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขค้นพบเนื้อสุนัขซ่อนอยู่ในตู้เย็น ที่เจ้าของร้านติดป้ายกำกับว่า “เนื้อแพะห่อใบไม้” เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารที่ร้ายแรง แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ออุตสาหกรรมอาหารเอเชียในสหราชอาณาจักร และสะท้อนปัญหาการค้าเนื้อสุนัขที่ยังคงมีอยู่ในบางส่วนของโลก การสืบสวนที่เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากสภาเทศบาลลูอิสแฮมได้เข้าตรวจสอบร้าน Pho Na ตามปกติ ในระหว่างการตรวจสอบ พวกเขาพบเนื้อสัตว์ที่น่าสงสัยในตู้เย็นซึ่งมีป้ายกำกับว่า “goat wrapped in leaves” หรือ “เนื้อแพะห่อใบไม้” เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจเก็บตัวอย่างเนื้อดังกล่าวส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ที่ออกมาทำให้ทุกคนตกใจ เนื้อสัตว์ที่คาดว่าจะเป็นเนื้อแพะกลับกลายเป็นเนื้อสุนัข การวิเคราะห์ยืนยันว่าเนื้อนี้เป็นเนื้อสุนัข ไม่ใช่เนื้อแพะ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับที่มาของเนื้อนี้ และว่าร้านมีแผนจะนำไปใช้ในการประกอบอาหารหรือไม่ ปัญหาด้านสุขอนามัยที่พบเพิ่มเติม นอกจากการค้นพบเนื้อสุนัขแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบมูลหนูและแมลงสาบทั้งที่มีชีวิตและตายแล้วกระจัดกระจายทั่วร้าน การค้นพบนี้บ่งชี้ถึงการขาดมาตรฐานด้านสุขอนามัยอาหารขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นความผิดอย่างร้ายแรงตามกฎหมายสหราชอาณาจักร ปัญหาเหล่านี้ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าร้าน Pho Na ขาดการจัดการด้านความปลอดภัยอาหารอย่างร้ายแรง และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกค้าที่มาใช้บริการ เจ้าของร้านปฏิเสธข้อกล่าวหา อ้างไม่รู้เหตุการณ์ นาย Vuong … Read more

กัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วงรุนแรง ประณามกองทัพไทยรุกล้ำดินแดน เรียกร้องรื้อลวดหนาม-สิ่งกีดขวางทันที

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) ฝ่ายกัมพูชา ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ประท้วงอย่างรุนแรงและประณามการรุกล้ำดินแดนกัมพูชาอย่างโจ่งแจ้งของกองทัพไทย โดยอ้างถึงการติดตั้งลวดหนาม ตาข่าย สิ่งกีดขวาง และยางรถยนต์ตามแนวเขตแดนในหลายพื้นที่ของจังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ รายละเอียดเหตุการณ์รุกล้ำดินแดนตามแถลงการณ์กัมพูชา จากแถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการ JBC ฝ่ายกัมพูชา ระบุว่ากองทัพไทยได้ดำเนินการละเมิดดินแดนกัมพูชาในหลายวันติดต่อกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ วันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้เข้าไปติดตั้งลวดหนาม ตาข่าย สิ่งกีดขวาง และยางรถยนต์ตลอดแนวเขตแดนระหว่างหลักเขตแดนที่ 46-47 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านจุ๊กเจย ตำบลอูเป่ยฉวน อำเภออูจรอ จังหวัดบันเตียเมียนเจย การกระทำดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นของชุดเหตุการณ์ที่กัมพูชาถือว่าเป็นการรุกล้ำดินแดนอย่างร้ายแรง วันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้ขยายการดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่เพิ่มเติม โดยติดตั้งสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดแนวเขตแดนระหว่างหลักเขตแดนที่ 42-43 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน และตำบลอูเป่ยฉวน อำเภออูจรอ จังหวัดบันเตียเมียนเจย การขยายพื้นที่การดำเนินการทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่กัมพูชา วันที่ 14 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้พยายามดำเนินการในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกครั้ง โดยเลือกพื้นที่ใกล้จุดผ่านแดนเบืองตระกูล … Read more

บุกทลายโรงงานซอส-กาแฟปลอมยี่ห้อดัง ยึดของกลางกว่า 75,000 ชิ้น เผยกรรมวิธีผลิตด้วยระบบกรอกมือ

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 3 จุดหลัก ในกรุงเทพฯ-ปทุมธานี จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางมากมาย เสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค ในการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วย นางสาวณัฐกานต์ อายุ 35 ปี ในฐานะหัวหน้าเครือข่ายการผลิต และนางวัน สัญชาติลาว อายุ 55 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขนส่งและจำหน่ายสินค้าปลอมไปยังพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ของกลางที่ตำรวจยึดได้ในครั้งนี้มีมูลค่าสูงและหลากหลายประเภท รวมทั้งสิ้น 75,635 ชิ้น ประกอบด้วย ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส และกาแฟสำเร็จรูปปลอม ที่เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของยี่ห้อดังต่างๆ นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์การผลิตต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าปลอมเหล่านี้ จุดเริ่มต้นของการสืบสวน การสืบสวนคดีนี้เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งและตรวจพบกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ตลาดลาว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีการลักลอบนำซอสและซีอิ๊วปลอมมาวางจำหน่ายอย่างเป็นประจำ การค้นพบนี้ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าปลอมที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ สิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบการจำหน่ายของเครือข่ายนี้ มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยทุกสัปดาห์จะมีรถตู้ทึบคันหนึ่งเข้ามาส่งสินค้าปลอมให้กับผู้ค้ารายย่อยในตลาดเป็นประจำ ความสม่ำเสมอของการดำเนินงานนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบของเครือข่ายการผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม กระบวนการสืบสวนและติดตาม หลังจากที่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นระบบนี้แล้ว ได้มีการวางแผนติดตามและสืบสวนอย่างละเอียด โดยเริ่มจากการแกะรอยรถตู้ทึบที่มาส่งสินค้าเป็นประจำ การสืบสวนอย่างพิถีพิถันนี้ได้นำไปสู่การระบุตัวผู้ขับรถคือ นางวัน สัญชาติลาว … Read more