สหรัฐฯ จี้อินเดียด้วยภาษีหนัก จนน้ำมันรัสเซียในตลาดอินเดียพังถล่ม! แต่ยุโรปกลับเงียบเพื่อข้อตกลงการค้ามหึมา

เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสนามรบทางเศรษฐกิจ และอินเดียกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐอเมริกาในการตัดทอนแหล่งรายได้ของรัสเซีย เรื่องราวของการกดดันทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกกับประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนโยบายภาษีศุลกากร และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกสมัยใหม่ เบื้องหลังสงครามน้ำมันและการเมือง: อินเดียติดกับดักระหว่างสองมหาอำนาจ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออินเดียในกรณีที่อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ได้ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันของอินเดียจากรัสเซียลดลงอย่างมหาศาล เขาอธิบายว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ของนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่สามารถบีบให้อินเดียเปลี่ยนทิศทางการค้าได้สำเร็จ ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 น้ำมันรัสเซียคิดเป็นเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดีย แต่หลังจากสงครามปะทุขึ้น สัดส่วนนี้กระโดดพุ่งขึ้นไปถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการใช้โอกาสในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียที่กำลังถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียได้รับผลกำไรอันมหาศาลจากการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาต่ำกว่าตลาด จากนั้นกลั่นและส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปไปยังตลาดโลก รวมถึงยุโรปด้วย เบสเซนต์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การประชดประชันและความโง่เขลาสุดขีด” เมื่อยุโรปที่อ้างว่าต่อต้านรัสเซีย กลับกลายเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นจากน้ำมันรัสเซียผ่านอินเดีย “พวกเขากำลังให้เงินทุนสงครามกับตัวเองเอง” เขากล่าวอย่างชัดเจน ยุโรปปิดหูปิดตาไม่ยอมกดดันอินเดีย: ทุกอย่างเพราะข้อตกลงการค้ามหึมา สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเปิดเผยของเบสเซนต์ที่ว่า สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ กลับปฏิเสธที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือภาษีเพิ่มเติมต่อการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดีย เหตุผลหลักก็คือ ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียเพื่อให้สามารถสรุปข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ระหว่างสหภาพยุโรปกับอินเดีย เบสเซนต์เรียกพันธมิตรยุโรปเหล่านี้ว่าเป็นพวก “ชอบแสดงคุณธรรมเพื่อภาพลักษณ์” (virtue signalling) ที่ปากพูดต่อต้านรัสเซีย แต่กลับไม่ยอมลงมือทำอะไรที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง … Read more

ญี่ปุ่นลงทุนอินเดีย: เมื่อยักษ์ใหญ่อสังหาฯ Hulic เล็งเห็นโอกาสทองในดินแดนพันล้านประชากร

เมื่ออินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นอย่าง Hulic ก็ตัดสินใจก้าวเข้ามาสร้างฐานทัพในตลาดมหึมาแห่งนี้ ผ่านการร่วมทุนกับ Logicap ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ท้องถิ่น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงทุนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าเงินทุนญี่ปุ่นกำลังจับตาดูศักยภาพของอินเดียอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ทำไมอินเดียจึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่อาจมองอินเดียเป็นเพียงดินแดนแห่งวัดวาอาราม โคศักดิ์สิทธิ์ และความวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว วันนี้ อินเดียคือประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงถึงร้อยละ 6-7 ต่อปี ประกอบกับประชากรวัยหนุ่มสาวกว่า 1.4 พันล้านคนที่พร้อมจะกลายเป็นกำลังซื้อมหาศาล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นจุดหมายปลายทางของเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น มีหลายประการ ประการแรกคือนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้แผน “Make in India” และ “Atmanirbhar Bharat” (อินเดียพึ่งพาตนเองได้) ที่ส่งเสริมให้ทั้งบริษัทท้องถิ่นและต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญเปล่าๆ แต่มาพร้อมกับมาตรการจูงใจทางภาษี การอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง ประการที่สองคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ตลาดค้าปลีกออนไลน์ของอินเดียคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ซึ่งหมายความว่าความต้องการคลังสินค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม ประการที่สามคือการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China Plus One Strategy) หลายบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาทางเลือกใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง … Read more

หอยดำที่กำลังสาบสูญ: บทเรียนจากทะเลสาบเวมบานัดที่ Gen Z ต้องสนใจ

เปิดฉากที่เกรละ: เบื้องหลังภาพ Backwaters สุดไวรัล มีวิกฤตซ่อนอยู่ หากคุณเคยเลื่อนดูฟีดอินสตาแกรมแล้วเจอภาพเรือไม้สีน้ำตาลลอยไปมาท่ามกลางทะเลน้ำสีเขียวมรกต มีต้นมะพร้าวโอนเอนไปตามสองฝั่งน้ำ นั่นคือ Backwaters แห่งเกรละ รัฐทางตอนใต้ของอินเดีย ที่ได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งเอเชีย” ทะเลสาบเวมบานัด หรือ Vembanad Lake ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่จุดเช็คอินสุดชิคสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นทะเลสาบที่ยาวที่สุดในอินเดีย และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น Ramsar Site ซึ่งหมายความว่าที่นี่มีความสำคัญระดับโลกในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ แต่เบื้องหลังภาพสวยหรูที่เราเห็น กำลังมีเรื่องราวที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอยู่ใต้ผืนน้ำ นั่นคือการสาบสูญของ “หอยดำ” สัตว์เศรษฐกิจตัวจิ๋วที่เป็นทั้งแหล่งรายได้ของผู้คนกว่า 10,000 ครัวเรือน และยังเป็นฮีโร่ตัวจริงที่คอยกรองน้ำให้สะอาดทุกวัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าจากหนังสือนิยายหรือสารคดีที่ห่างไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมันกำลังส่งสัญญาณเตือนเราว่าอนาคตของระบบนิเวศที่เราพึ่งพาอาจไม่ได้สดใสอย่างที่คิด รู้จัก “Black Clam” ฮีโร่ตัวจิ๋วแห่งลุ่มน้ำ หอยดำ หรือที่เรียกในภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Villorita cyprinoides อาจดูเป็นแค่หอยสองฝาธรรมดาๆ ที่ฝังตัวอยู่ใต้ตะกอนดินของทะเลสาบ แต่อย่าประมาท เพราะมันคือหนึ่งในวิศวกรระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของทะเลสาบเวมบานัด หอยดำมีบทบาทที่เรียกว่า “Filter Feeder” หรือสัตว์กรองกิน ซึ่งหมายความว่ามันใช้ชีวิตด้วยการดูดน้ำเข้าไปในร่างกาย กรองสารแขวนลอย สาหร่าย และเศษอินทรียวัตถุต่างๆ ออกมา … Read more

ดีปเฟกและอาชญากรรมทางการเงิน: อินเดียตอบโต้ด้วยกลยุทธ์หลายชั้นที่โลกต้องจับตา

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด สิ่งหนึ่งที่กำลังคุกคามระบบการเงินโลกอย่างรุนแรงคือ “ดีปเฟก” (Deepfake) หรือสื่อสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของปลอม ประเทศอินเดียซึ่งเผชิญกับปัญหานี้อย่างหนักกำลังนำเสนอแนวทางรับมือแบบหลายมิติที่น่าสนใจ โดยไม่ต้องออกกฎหมายเฉพาะทางสำหรับภาคการเงินโดยตรง แต่ใช้การกำกับดูแลแนวนอนที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงภัยคุกคามของดีปเฟก กลยุทธ์การตอบโต้ของอินเดีย และบทเรียนสำคัญที่ทุกประเทศควรศึกษา ดีปเฟกคืออะไร และทำไมถึงเป็นอันตรายต่อระบบการเงิน ดีปเฟกเป็นคำที่มาจากการผสมระหว่าง “Deep Learning” (การเรียนรู้เชิงลึก) กับ “Fake” (ของปลอม) หมายถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ประเภทการเรียนรู้เชิงลึกในการสร้างหรือดัดแปลงสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอ หรือเสียง จนดูสมจริงเสมือนของจริง เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยการฝึกอัลกอริทึมด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล จนสามารถสร้างใบหน้าปลอม เสียงเลียนแบบ หรือวิดีโอผสมที่มีทั้งภาพและเสียงปลอมได้อย่างน่าเชื่อถือ สำหรับภาคการเงิน ดีปเฟกสร้างช่องทางการโจมตีรูปแบบใหม่ที่อันตรายมาก โดยเฉพาะการหลอกลวงทางสังคม (Social Engineering) การขโมยข้อมูลประจำตัว และการฉ้อโกงมูลค่าสูง ความสามารถเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับการตรวจจับ การกำกับดูแล และความสามารถขององค์กรในการรับมือ ขนาดของปัญหาในอินเดีย รายงานการวิเคราะห์การหลอกลวงด้วยปัญญาประดิษฐ์ในอินเดียปี 2025 เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ผู้ใหญ่ชาวอินเดียถึง 47 เปอร์เซ็นต์เคยตกเป็นเหยื่อหรือรู้จักคนที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงด้วยการโคลนเสียงด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือดีปเฟก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 25 เปอร์เซ็นต์เกือบสองเท่า รายงานชี้ว่า 83 เปอร์เซ็นต์ของเหยื่อชาวอินเดียสูญเสียเงินจริง โดยเกือบครึ่งหนึ่งสูญเสียเงินมากกว่า 50,000 รูปีอินเดีย … Read more

เปิดศึกแห่งปี! Nothing โชว์กลยุทธ์ “รุกตลาดอินเดีย” เลือกเบงกาลูรูเป็นฐานทัพแรก – บทเรียนธุรกิจที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

ถ้าคุณเป็นคนติดตามวงการเทคและธุรกิจ คุณคงรู้ว่า Nothing แบรนด์เทคสัญชาติอังกฤษที่ดังไปทั่วโลกด้วยดีไซน์โปร่งใสสุดเท่ กำลังวางแผนขยายอาณาจักรในอินเดียอย่างจริงจังในปี 2026 นี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 ทางแบรนด์ได้ประกาศเปิด ร้านค้าปลีกเรือธงแห่งแรกในอินเดีย ที่เมืองเบงกาลูรู ซึ่งนับเป็นย้ายหมากสำคัญที่สะท้อนกลยุทธ์การตลาดแบบ “รุกชัดเจน ไม่เล่นตัว” วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไม Nothing ถึงเลือกเบงกาลูรู? กลยุทธ์การเปิดร้านค้าปลีกในยุคดิจิทัลมีความสำคัญอย่างไร? และบทเรียนธุรกิจอะไรที่เราสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของเราเองได้บ้าง ทำไมต้องเบงกาลูรู? อ่านเกมเลือกสนามรบ การเลือกทำเลเปิดร้านค้าแห่งแรกในตลาดใหม่ ไม่ได้เป็นแค่การโยนเหรียญ แต่เป็นการ “อ่านตลาด อ่านคู่แข่ง และอ่านจังหวะเวลา” แบบเซียนโป๊กเกอร์ตัวจริง เบงกาลูรูไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ แต่ยังเป็น Silicon Valley แห่งอินเดีย ที่มีคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และกลุ่มคนที่มีกำลังซื้ออยู่มากที่สุดในประเทศ ประชากรในเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิศวกร โปรแกรมเมอร์ และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Nothing อยู่แล้ว แต่นั่นยังไม่หมด Nothing ยังมีการเสริมแผนด้วยการเป็น สปอนเซอร์พันธมิตรของ Royal Challengers Bengaluru ทีมคริกเก็ตชื่อดังในอินเดีย นี่คือการ … Read more

อินเดียขึ้นแท่นอันดับ 2 การใช้งาน Claude.ai ทั่วโลก: ปรากฏการณ์ปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนวิถีการทำงานของชาติมหาอำนาจเทคโนโลยีใหม่

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ข้อมูลล่าสุดจากแอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำระดับโลก เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปีเตอร์ แมคครอรี (Peter McCrory) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของแอนโทรปิก ประกาศว่าอินเดียได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศอันดับสองของโลกในการใช้งานแพลตฟอร์ม Claude.ai โดยมีสัดส่วนการใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทำงานสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมด การค้นพบนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างกำลังการผลิตและศักยภาพทางเทคโนโลยีของชาติที่มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน ซึ่งกำลังพลิกโฉมตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของโลก การที่เกือบ 50% ของการใช้งาน Claude.ai ในอินเดียมาจากงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพและธุรกิจ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้พูดถึงการใช้งานเพื่อความบันเทิงหรือทดลองเล่นเท่านั้น แต่เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับกระบวนการทำงานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการบริการลูกค้าและการจัดการโครงการ แก่นแท้ของปรากฏการณ์: ทำไมอินเดียถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ การที่อินเดียขึ้นสู่อันดับสองของโลกในการใช้งาน Claude.ai นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่บรรจบกันอย่างลงตัว ประการแรก อินเดียมีฐานกำลังแรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยวิศวกรซอฟต์แวร์และนักพัฒนาโปรแกรมหลายล้านคนที่มีทักษะสูง พร้อมกับค่าจ้างที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับตลาดตะวันตก ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเลือกตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีในอินเดีย ประการที่สอง ระบบการศึกษาของอินเดียเน้นหนักไปที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ทำให้มีบัณฑิตที่มีพื้นฐานทางเทคนิคแข็งแกร่งออกสู่ตลาดแรงงานเป็นจำนวนมากทุกปี นักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ในอินเดียจึงมีความคุ้นเคยและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันในตลาดงานโลก ประการที่สาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยีในอินเดียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ บริษัทเหล่านี้ต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้น … Read more

อินเดียกำลังจับมือสหรัฐฯ-สหภาพยุโรป ปิดดีลการค้าครั้งใหญ่ ท่ามกลางสงครามภาษี! เกมรุกของมหาอำนาจเอเชีย

ตื่นเต้นไปกับเรา! โลกการค้าระหว่างประเทศกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่ออินเดีย หนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก กำลังจะประกาศข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ท่ามกลางบรรยากาศที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่วต่อสินค้าจากทั่วโลก นี่คือเกมหมากรุกระดับโลกที่ทุกประเทศต้องจับตา เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจของเราทุกคน บทนำ: เมื่อโลกธุรกิจกลายเป็นโต๊ะเจรจาที่ทุกไพ่ล้วนมีค่า ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันแบบไร้พรมแดน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองหรือนักธุรกิจระดับโลกเท่านั้น แต่มันส่งผลโดยตรงต่อทุกคนที่ “สู้ชีวิต” ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ นักลงทุนที่กำลัง “ปั้นพอร์ต” หุ้นต่างชาติ หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศที่ทำงานให้บริษัทข้ามชาติ ราเจช อัครวาล เลขาธิการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย เพิ่งออกมาประกาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 ว่าอินเดียอยู่ในช่วง “ใกล้มากแล้ว” (Very Close) ที่จะปิดดีลการค้าทั้งกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอนได้ เหมือนนักโป๊กเกอร์มืออาชีพที่รู้ว่าตัวเองถือไพ่ดี แต่ต้องรอให้จังหวะและสถานการณ์บนโต๊ะเหมาะสมก่อนจะเปิดไพ่ทั้งหมด นี่ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลก ที่อินเดียกำลังใช้ “กลยุทธ์การอ่านเกม” และ “การคุมหน้าตัก” อย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบในยุคที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภารกิจสำคัญ: ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ท่ามกลางพายุภาษีของทรัมป์ การเจรจาที่ไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน แต่เต็มไปด้วยความหวัง อัครวาลอธิบายว่าทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายกำลัง “พูดคุยกันเกือบทุกวันผ่านช่องทางออนไลน์” เพื่อแก้ไขประเด็นที่ยังค้างอยู่ แต่เขายืนยันว่าไม่สามารถบอกได้ว่าจะประกาศเมื่อไหร่ เพราะ … Read more